ปวดเข่าเกิดจากอะไร? สังเกตอาการ พร้อมแนวทางการรักษาและดูแลเข่า

ปวดเข่าเกิดจากอะไร? สังเกตอาการ พร้อมแนวทางการรักษาและดูแลเข่า

อาการปวดเข่าสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย ตั้งแต่วัยทำงานที่ใช้งานข้อเข่าหนัก นักกีฬา ไปจนถึงผู้สูงอายุ แม้จะดูเป็นอาการเล็กน้อย แต่หากเกิดขึ้นบ่อยหรือเป็นต่อเนื่อง ก็อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้มากกว่าที่คิด

ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจว่าอาการปวดเข่าเกิดจากอะไร ลักษณะอาการมีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน แนวทางการตรวจวินิจฉัยและการรักษามีอะไรบ้าง ตลอดจนแนวทางป้องกันไม่ให้ปวดเข่าซ้ำในอนาคต เพื่อช่วยให้ผู้ที่มีอาการได้รับการดูแลหัวเข่าอย่างเหมาะสม

 

Key Takeaways

  • ปวดเข่า เป็นอาการที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งข้อเข่าเสื่อม การบาดเจ็บของเอ็นและหมอนรองกระดูก น้ำหนักตัวเกิน รวมถึงการใช้งานข้อเข่าซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน
  • การประเมินอาการปวดเข่าไม่เพียงดูแค่ความรุนแรงเท่านั้น แต่พิจารณาทั้งลักษณะอาการ ระยะเวลาที่ปวด และผลกระทบต่อการใช้ชีวิตร่วมกับการตรวจหาสาเหตุ
  • หากมีอาการปวดรุนแรง ข้อเข่าบวม แดง ร้อน ลงน้ำหนักไม่ได้ หรือมีไข้ร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
  • แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการ โดยอาจเริ่มจากการปรับพฤติกรรม กายภาพบำบัด การใช้ยา หรือการรักษาเฉพาะทางก่อนพิจารณาการผ่าตัด

 

สารบัญบทความ

 

ข้อเข่าคืออะไร ทำไมถึงเป็นจุดที่ปวดง่าย?

ข้อเข่าเป็นข้อต่อที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างกระดูกต้นขา (Femur) กระดูกหน้าแข้ง (Tibia) และกระดูกสะบ้า (Patella) เพื่อรองรับน้ำหนักตัวและช่วยให้เกิดการเคลื่อนไหวต่าง ๆ เช่น การเดิน วิ่ง นั่ง ยืน และขึ้นลงบันได โดยมีส่วนประกอบสำคัญ ได้แก่

  • หมอนรองกระดูกข้อเข่า (Meniscus) ช่วยรองรับแรงกระแทกและกระจายน้ำหนัก
  • เส้นเอ็น (Ligament) ที่อยู่รอบข้อเข่า เช่น เอ็นไขว้หน้า (ACL) เอ็นไขว้หลัง (PCL) ที่ช่วยเพิ่มความมั่นคงให้ข้อเข่า
  • น้ำหล่อเลี้ยงข้อ (Synovial Fluid) ช่วยลดการเสียดสีภายในข้อ

เข่าเป็นจุดที่เสี่ยงเจ็บปวดได้ง่าย เพราะเข่าเป็นข้อต่อหลักที่รองรับน้ำหนักและช่วยในการเคลื่อนไหว หากเกิดการบาดเจ็บ อักเสบ หรือเสื่อมสภาพ อาจทำให้เข่าบวม ปวด และเคลื่อนไหวได้ไม่เต็มที่

 

สาเหตุที่ทำให้ปวดเข่ามีอะไรบ้าง?

ปวดเข่าเกิดจากอะไร

อาการปวดเข่าเกิดจากอะไร? คำตอบ คือ สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยมีสาเหตุของอาการปวดเข่าที่พบบ่อย ดังนี้

1. ข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis)

ภาวะข้อเข่าเสื่อมหนึ่งในสาเหตุของอาการปวดหัวเข่าที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งเกิดจากเนื้อเยื่อภายในข้อเข่าที่ทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกนั้นเสื่อมสภาพ หรือสึกหรอไปตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งมักจะมีอาการเจ็บหัวเข่าเวลาเดิน ขึ้นลงบันได หรือปวดหัวเข่าเวลาลุกนั่ง

เรียนรู้แนวทางการรักษาข้อเข่าเสื่อมเพื่อช่วยชะลอความเสื่อมของข้อเข่า

2. การบาดเจ็บของเอ็นและหมอนรองกระดูก

เมื่อเอ็นและหมอนรองกระดูกได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ การเล่นกีฬา หรือมีการบิดหมุนข้อเข่าอย่างรุนแรง อาจส่งผลให้เกิดอาการปวดเข่าตามมาได้ เช่น ปวดเข่าด้านใน ปวดเข่าข้างเดียว หัวเข่าบวมข้างเดียว หรือบางรายรู้สึกเจ็บเข่าเวลางอ ทำให้งอหรือเหยียดเข่าเหมือนเดิมไม่ได้

3. น้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน

เมื่อคุณมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานเดิน วิ่ง หรือขึ้นลงบันได ข้อเข่าต้องรองรับแรงกดมากกว่าน้ำหนักตัวจริงหลายเท่า ส่งผลให้ข้อเข่าสึกหรอเร็ว ทำให้เริ่มมีอาการนั่งแล้วปวดเข่า หรือปวดมากขึ้นเมื่อต้องลงน้ำหนักตัวเป็นเวลานาน

4. ข้อเข่าอักเสบจากการติดเชื้อ

ข้อเข่าอักเสบจากการติดเชื้อ (Septic Arthritis) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรืออาจเป็นเชื้อราที่เข้าสู่บริเวณข้อเข่า ทำให้เกิดการอักเสบอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการข้อเข่าอักเสบ บวม ปวดเข่ารุนแรง เคลื่อนไหวข้อเข่าลำบากบางรายอาจมีอาการหนาวสั่น มีไข้ร่วมด้วย

5. ข้ออักเสบจากโรคอื่น

โรคบางชนิด เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) โรคเกาต์ (Gout) โรคเอสแอลอี (SLE) ซึ่งมักมีอาการปวดข้อเข่ารุนแรง บวม แดง แสบร้อน ที่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของร่างกาย

6. ใช้งานข้อเข่าซ้ำ ๆ สะสมจนอักเสบเรื้อรัง

การใช้งานข้อเข่าซ้ำ ๆ เช่น คุกเข่า นั่งยอง ขึ้นลงบันไดบ่อย ยกของหนัก หรือเล่นกีฬาที่มีการใช้งานข้อเข่าอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลให้ข้อเข่าเกิดการระคายเคืองและสะสมจนกลายเป็นอาการอักเสบเรื้อรัง

 

อาการปวดเข่าที่ควรสังเกตมีอะไรบ้าง?

อาการปวดเข่ามีลักษณะแตกต่างกันตามสาเหตุ จึงต้องหมั่นสังเกตอยู่เสมอว่า อาการปวดเป็นอย่างไร มีอาการมานานแค่ไหน และมีอาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่ โดยมีลักษณะอาการที่อาจพบได้บ่อย ดังนี้

1. ปวดเล็กน้อยหรือเป็นบางครั้ง 

อาจรู้สึกปวดหรือฝืดบริเวณข้อเข่าหลังทำกิจกรรม เช่น เดินไกล ออกกำลังกาย หรือขึ้นลงบันได หากอาการไม่รุนแรงและไม่มีสัญญาณอันตราย อาจเริ่มจากลดกิจกรรมที่กระตุ้นอาการและติดตามว่าอาการดีขึ้นหรือไม่

2. เข่าบวม ข้อฝืด หรือเคลื่อนไหวได้จำกัด

อาการเข่าบวม ข้อฝืด งอหรือเหยียดเข่าได้ไม่สุด อาจเกิดจากความผิดปกติหลายสาเหตุ จึงไม่สามารถใช้อาการเหล่านี้เพียงอย่างเดียวระบุระยะของโรคได้ ต้องพิจารณาร่วมกับประวัติอาการและการตรวจของแพทย์

3. เข่าทรุด เข่าล็อก หรือปวดแม้ขณะพัก

อาการเข่าทรุด เข่าล็อก หรือปวดต่อเนื่องแม้ไม่ได้ใช้งาน อาจบ่งบอกถึงความผิดปกติบางอย่างที่เกิดขึ้นกับข้อเข่า จึงควรได้รับการตรวจประเมินจากแพทย์ โดยเฉพาะเมื่อเป็นมากขึ้นหรือรบกวนชีวิตประจำวัน

หากปวดเข่ารุนแรง เข่าบวมมาก ลงน้ำหนักไม่ได้ หรือมีไข้ร่วมกับข้อเข่าบวม แดง ร้อน ควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อไม่ให้อาการรุนแรงจนรักษายาก

 

ปวดเข่าพบในกลุ่มไหนบ้าง?

กลุ่มเสี่ยงปวดเข่า

อาการปวดเข่าสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งความเสี่ยงของแต่ละคนอาจแตกต่างกันไปตามอายุ พฤติกรรมการใช้ชีวิต หรือโรคประจำตัว โดยกลุ่มเสี่ยงที่มีอาการปวดเข่ามากเป็นพิเศษ มีดังนี้

  • ผู้สูงอายุ : โครงสร้างภายในข้อเข่าเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ ทำให้เกิดอาการปวดบริเวณเข่าได้ง่ายขึ้น
  • ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน : ข้อเข่าต้องรับแรงกดเพิ่มขึ้นขณะเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้ข้อเข่าสึกหรอ และเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
  • ผู้ที่ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาที่ใช้ข้อเข่าหนัก : เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล วิ่ง กระโดด ที่มีการลงน้ำหนักและกระแทกข้อเข่าซ้ำ ๆ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของข้อเข่าได้
  • ผู้ที่เคยได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อเข่า : ไม่ว่าจะเกิดจากอุบัติเหตุ การเล่นกีฬา หรือการเคลื่อนไหวร่างกายผิดท่า อาจส่งผลให้มีอาการปวดเรื้อรังได้
  • ผู้ที่ใช้ข้อเข่าซ้ำ ๆ หรือเป็นเวลานานในชีวิตประจำวัน : เช่น ผู้ที่ยืน เดิน ขึ้นลงบันได คุกเข่า หรือนั่งเป็นเวลานาน จนเกิดการอักเสบสะสมของโครงสร้างภายในข้อเข่า
  • ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับข้อและกระดูก : เช่น ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคเกาต์

 

แนวทางการวินิจฉัยและรักษาอาการปวดเข่า

อาการปวดเข่าสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ การวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสมและตรงจุดกับปัญหาของแต่ละบุคคล

การตรวจวินิจฉัยอาการปวดเข่า

แพทย์จะซักประวัติสุขภาพ ประเมินลักษณะอาการ รวมถึงทดสอบการเคลื่อนไหวของข้อเข่า เช่น การยืด งอ และลงน้ำหนัก ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อช่วยให้วินิจฉัยแม่นยำขึ้น เช่น

  • เอกซเรย์ (X-ray) ใช้ประเมินความผิดปกติของกระดูกและข้อต่อ
  • อัลตราซาวนด์ (Ultrasound) ช่วยตรวจดูเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อรอบข้อเข่า
  • เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed Tomography: CT Scan) ช่วยแสดงภาพกระดูกและโครงสร้างภายในข้อในมุมมองที่ละเอียดมากขึ้น
  • การตรวจเอ็มอาร์ไอ (Magnetic Resonance Imaging: MRI) ช่วยประเมินโครงสร้างต่าง ๆ ภายในข้อเข่าได้อย่างละเอียด
  • การตรวจเลือดหรือการเจาะน้ำในข้อ ในกรณีที่สงสัยการติดเชื้อหรือโรคข้ออักเสบบางชนิด

 

การรักษาอาการปวดเข่าแบบไม่ผ่าตัด

หากอาการปวดเข่าอยู่ในระยะเริ่มต้น หรือยังไม่รุนแรงมาก แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัดก่อน เพื่อบรรเทาอาการปวด ลดการอักเสบ และฟื้นฟูการทำงานของข้อเข่าให้กลับมาใช้งานได้ดีขึ้น เช่น

  • ปรับพฤติกรรมการใช้งานข้อเข่า เช่น เลี่ยงกิจกรรมที่ลงน้ำหนัก หรือกระแทกข้อเข่าซ้ำ ๆ ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
  • ทำกายภาพบำบัด เพื่อเสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า ทั้งนี้ แนะนำปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสุขภาพข้อเข่าก่อนว่าเหมาะสมที่จะทำกายภาพบำบัดหรือไม่
  • การใช้ยาแก้ปวดเข่า เพื่อลดอาการปวด หรือการอักเสบตามดุลยพินิจของแพทย์
  • หัตถการทางการแพทย์ เช่น การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า เพื่อช่วยเพิ่มการหล่อลื่นภายในข้อ ให้เคลื่อนไหวได้สะดวกมากขึ้น

 

การรักษาอาการปวดเข่าด้วยการผ่าตัด

หากพบความเสียหายของข้อเข่าหรือโครงสร้างภายในข้อที่มีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด หรืออาการปวดเข่ายังรบกวนชีวิตประจำวันแม้ได้รับการรักษาแบบไม่ผ่าตัดอย่างเหมาะสมแล้ว แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัด โดยวิธีการผ่าตัดขึ้นอยู่กับสาเหตุ ตำแหน่งที่เกิด และความรุนแรงของความผิดปกติ รวมถึงสุขภาพและความต้องการใช้งานข้อเข่าของผู้ป่วย

โดยวิธีผ่าตัดจะแตกต่างกันตามปัญหา เช่น การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมที่มีข้อบ่งชี้ หรือการผ่าตัดเย็บซ่อมหมอนรองกระดูกข้อเข่าที่ฉีกขาด เป็นต้น

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า ราคาเท่าไหร่? 

 

วิธีป้องกันไม่ให้ปวดเข่าซ้ำ ทำอย่างไรบ้าง?

วิธีป้องกันอาการปวดเข่า

การดูแลข้อเข่าและปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสม สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บและชะลอความเสื่อมของข้อเข่าได้ในระยะยาว โดยมีแนวทางที่ควรปฏิบัติ ดังนี้

  • ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม เพื่อชะลอการสึกหรอของโครงสร้างภายในข้อเข่า
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน
  • ยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น วอร์มร่างกายก่อนเล่นกีฬา เพื่อลดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรอบเข่า
  • เลี่ยงการใช้งานข้อเข่าซ้ำ ๆ หรือเป็นเวลานาน เช่น คุกเข่า ยืนนาน นั่งยอง ขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ และนั่งนาน ๆ แล้วปวดเข่า เพื่อลดการอักเสบสะสมเป็นเวลานาน
  • พบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้อาการปวดเข่าแย่ลงกว่าเดิม หรือเกิดอาการแทรกซ้อนใด ๆ

 

ปวดเข่าอย่าปล่อยไว้ ให้โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ ดูแลคุณ

อาการปวดเข่าอาจเริ่มจากความรู้สึกไม่สบายเล็ก ๆ ระหว่างเดิน ขึ้นลงบันได หรือลุกนั่ง แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง อาการอาจค่อย ๆ รุนแรงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันในระยะยาว

ที่โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ ให้ความสำคัญกับการวินิจฉัยอย่างละเอียดโดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ พร้อมเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลและช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

ปวดเข่าออกกำลังกายหรือวิ่งได้ไหม?

ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการ หากปวดเล็กน้อยและไม่มีสัญญาณอันตราย อาจเลือกกิจกรรมที่มีแรงกระแทกต่ำ เช่น เดินในระดับที่เหมาะสม ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน หากวิ่งหรือออกกำลังกายแล้วปวดหรือบวมเพิ่มขึ้น ควรลดหรือหยุดกิจกรรมนั้น

หากปวดรุนแรง เข่าบวมมาก เข่าทรุด เข่าล็อก หรือลงน้ำหนักไม่ได้ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินก่อนกลับไปออกกำลังกาย

ปวดเข่าควรนอนท่าไหน?

ควรนอนหงายและรองหมอนไว้ใต้เข่าเล็กน้อย หรือหากนอนตะแคงควรหนีบหมอนไว้ระหว่างเข่า เพื่อลดแรงกดที่ข้อเข่า

ปวดเข่า ขาดวิตามินอะไร?

อาการปวดเข่าไม่ได้บ่งบอกว่าร่างกายขาดวิตามินชนิดใดโดยตรง เพราะอาจเกิดจากการบาดเจ็บ ข้ออักเสบ หรือข้อเข่าเสื่อม หากสงสัยว่าขาดวิตามินหรือแร่ธาตุ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินและตรวจตามความเหมาะสม ไม่ควรซื้ออาหารเสริมมารับประทานเพื่อรักษาอาการปวดเข่าเอง

วิธีดูแลข้อเข่าเบื้องต้นทำอย่างไรบ้าง?

หากปวดเข่าหลังใช้งานหรือบาดเจ็บเล็กน้อย ควรลดกิจกรรมที่กระตุ้นอาการ พักจากกิจกรรมที่ลงน้ำหนักมาก และประคบเย็นครั้งละไม่เกิน 20 นาที โดยห่อถุงประคบด้วยผ้าก่อนสัมผัสผิวหนัง

หากอาการไม่ดีขึ้นหรือเป็นซ้ำบ่อย ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ แต่หากเข่าบวมมาก ร้อนแดง ปวดรุนแรง ลงน้ำหนักไม่ได้ หรือมีไข้ร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์