อาการปวดเข่าสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย ตั้งแต่วัยทำงานที่ใช้งานข้อเข่าหนัก นักกีฬา ไปจนถึงผู้สูงอายุ แม้จะดูเป็นอาการเล็กน้อย แต่หากเกิดขึ้นบ่อยหรือเป็นต่อเนื่อง ก็อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้มากกว่าที่คิด
ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจว่าอาการปวดเข่าเกิดจากอะไร ลักษณะอาการมีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน แนวทางการตรวจวินิจฉัยและการรักษามีอะไรบ้าง ตลอดจนแนวทางป้องกันไม่ให้ปวดเข่าซ้ำในอนาคต เพื่อช่วยให้ผู้ที่มีอาการได้รับการดูแลหัวเข่าอย่างเหมาะสม
Key Takeaways
สารบัญบทความ
ข้อเข่าเป็นข้อต่อที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างกระดูกต้นขา (Femur) กระดูกหน้าแข้ง (Tibia) และกระดูกสะบ้า (Patella) เพื่อรองรับน้ำหนักตัวและช่วยให้เกิดการเคลื่อนไหวต่าง ๆ เช่น การเดิน วิ่ง นั่ง ยืน และขึ้นลงบันได โดยมีส่วนประกอบสำคัญ ได้แก่
เข่าเป็นจุดที่เสี่ยงเจ็บปวดได้ง่าย เพราะเข่าเป็นข้อต่อหลักที่รองรับน้ำหนักและช่วยในการเคลื่อนไหว หากเกิดการบาดเจ็บ อักเสบ หรือเสื่อมสภาพ อาจทำให้เข่าบวม ปวด และเคลื่อนไหวได้ไม่เต็มที่

อาการปวดเข่าเกิดจากอะไร? คำตอบ คือ สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยมีสาเหตุของอาการปวดเข่าที่พบบ่อย ดังนี้
ภาวะข้อเข่าเสื่อมหนึ่งในสาเหตุของอาการปวดหัวเข่าที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งเกิดจากเนื้อเยื่อภายในข้อเข่าที่ทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกนั้นเสื่อมสภาพ หรือสึกหรอไปตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งมักจะมีอาการเจ็บหัวเข่าเวลาเดิน ขึ้นลงบันได หรือปวดหัวเข่าเวลาลุกนั่ง
เรียนรู้แนวทางการรักษาข้อเข่าเสื่อมเพื่อช่วยชะลอความเสื่อมของข้อเข่า
เมื่อเอ็นและหมอนรองกระดูกได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ การเล่นกีฬา หรือมีการบิดหมุนข้อเข่าอย่างรุนแรง อาจส่งผลให้เกิดอาการปวดเข่าตามมาได้ เช่น ปวดเข่าด้านใน ปวดเข่าข้างเดียว หัวเข่าบวมข้างเดียว หรือบางรายรู้สึกเจ็บเข่าเวลางอ ทำให้งอหรือเหยียดเข่าเหมือนเดิมไม่ได้
เมื่อคุณมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานเดิน วิ่ง หรือขึ้นลงบันได ข้อเข่าต้องรองรับแรงกดมากกว่าน้ำหนักตัวจริงหลายเท่า ส่งผลให้ข้อเข่าสึกหรอเร็ว ทำให้เริ่มมีอาการนั่งแล้วปวดเข่า หรือปวดมากขึ้นเมื่อต้องลงน้ำหนักตัวเป็นเวลานาน
ข้อเข่าอักเสบจากการติดเชื้อ (Septic Arthritis) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรืออาจเป็นเชื้อราที่เข้าสู่บริเวณข้อเข่า ทำให้เกิดการอักเสบอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการข้อเข่าอักเสบ บวม ปวดเข่ารุนแรง เคลื่อนไหวข้อเข่าลำบากบางรายอาจมีอาการหนาวสั่น มีไข้ร่วมด้วย
โรคบางชนิด เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) โรคเกาต์ (Gout) โรคเอสแอลอี (SLE) ซึ่งมักมีอาการปวดข้อเข่ารุนแรง บวม แดง แสบร้อน ที่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของร่างกาย
การใช้งานข้อเข่าซ้ำ ๆ เช่น คุกเข่า นั่งยอง ขึ้นลงบันไดบ่อย ยกของหนัก หรือเล่นกีฬาที่มีการใช้งานข้อเข่าอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลให้ข้อเข่าเกิดการระคายเคืองและสะสมจนกลายเป็นอาการอักเสบเรื้อรัง
อาการปวดเข่ามีลักษณะแตกต่างกันตามสาเหตุ จึงต้องหมั่นสังเกตอยู่เสมอว่า อาการปวดเป็นอย่างไร มีอาการมานานแค่ไหน และมีอาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่ โดยมีลักษณะอาการที่อาจพบได้บ่อย ดังนี้
อาจรู้สึกปวดหรือฝืดบริเวณข้อเข่าหลังทำกิจกรรม เช่น เดินไกล ออกกำลังกาย หรือขึ้นลงบันได หากอาการไม่รุนแรงและไม่มีสัญญาณอันตราย อาจเริ่มจากลดกิจกรรมที่กระตุ้นอาการและติดตามว่าอาการดีขึ้นหรือไม่
อาการเข่าบวม ข้อฝืด งอหรือเหยียดเข่าได้ไม่สุด อาจเกิดจากความผิดปกติหลายสาเหตุ จึงไม่สามารถใช้อาการเหล่านี้เพียงอย่างเดียวระบุระยะของโรคได้ ต้องพิจารณาร่วมกับประวัติอาการและการตรวจของแพทย์
อาการเข่าทรุด เข่าล็อก หรือปวดต่อเนื่องแม้ไม่ได้ใช้งาน อาจบ่งบอกถึงความผิดปกติบางอย่างที่เกิดขึ้นกับข้อเข่า จึงควรได้รับการตรวจประเมินจากแพทย์ โดยเฉพาะเมื่อเป็นมากขึ้นหรือรบกวนชีวิตประจำวัน
หากปวดเข่ารุนแรง เข่าบวมมาก ลงน้ำหนักไม่ได้ หรือมีไข้ร่วมกับข้อเข่าบวม แดง ร้อน ควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อไม่ให้อาการรุนแรงจนรักษายาก

อาการปวดเข่าสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งความเสี่ยงของแต่ละคนอาจแตกต่างกันไปตามอายุ พฤติกรรมการใช้ชีวิต หรือโรคประจำตัว โดยกลุ่มเสี่ยงที่มีอาการปวดเข่ามากเป็นพิเศษ มีดังนี้
อาการปวดเข่าสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ การวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสมและตรงจุดกับปัญหาของแต่ละบุคคล
แพทย์จะซักประวัติสุขภาพ ประเมินลักษณะอาการ รวมถึงทดสอบการเคลื่อนไหวของข้อเข่า เช่น การยืด งอ และลงน้ำหนัก ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อช่วยให้วินิจฉัยแม่นยำขึ้น เช่น
หากอาการปวดเข่าอยู่ในระยะเริ่มต้น หรือยังไม่รุนแรงมาก แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัดก่อน เพื่อบรรเทาอาการปวด ลดการอักเสบ และฟื้นฟูการทำงานของข้อเข่าให้กลับมาใช้งานได้ดีขึ้น เช่น
หากพบความเสียหายของข้อเข่าหรือโครงสร้างภายในข้อที่มีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด หรืออาการปวดเข่ายังรบกวนชีวิตประจำวันแม้ได้รับการรักษาแบบไม่ผ่าตัดอย่างเหมาะสมแล้ว แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัด โดยวิธีการผ่าตัดขึ้นอยู่กับสาเหตุ ตำแหน่งที่เกิด และความรุนแรงของความผิดปกติ รวมถึงสุขภาพและความต้องการใช้งานข้อเข่าของผู้ป่วย
โดยวิธีผ่าตัดจะแตกต่างกันตามปัญหา เช่น การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมที่มีข้อบ่งชี้ หรือการผ่าตัดเย็บซ่อมหมอนรองกระดูกข้อเข่าที่ฉีกขาด เป็นต้น
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า ราคาเท่าไหร่?

การดูแลข้อเข่าและปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสม สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บและชะลอความเสื่อมของข้อเข่าได้ในระยะยาว โดยมีแนวทางที่ควรปฏิบัติ ดังนี้
อาการปวดเข่าอาจเริ่มจากความรู้สึกไม่สบายเล็ก ๆ ระหว่างเดิน ขึ้นลงบันได หรือลุกนั่ง แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง อาการอาจค่อย ๆ รุนแรงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันในระยะยาว
ที่โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ ให้ความสำคัญกับการวินิจฉัยอย่างละเอียดโดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ พร้อมเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลและช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง
ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการ หากปวดเล็กน้อยและไม่มีสัญญาณอันตราย อาจเลือกกิจกรรมที่มีแรงกระแทกต่ำ เช่น เดินในระดับที่เหมาะสม ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน หากวิ่งหรือออกกำลังกายแล้วปวดหรือบวมเพิ่มขึ้น ควรลดหรือหยุดกิจกรรมนั้น
หากปวดรุนแรง เข่าบวมมาก เข่าทรุด เข่าล็อก หรือลงน้ำหนักไม่ได้ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินก่อนกลับไปออกกำลังกาย
ควรนอนหงายและรองหมอนไว้ใต้เข่าเล็กน้อย หรือหากนอนตะแคงควรหนีบหมอนไว้ระหว่างเข่า เพื่อลดแรงกดที่ข้อเข่า
อาการปวดเข่าไม่ได้บ่งบอกว่าร่างกายขาดวิตามินชนิดใดโดยตรง เพราะอาจเกิดจากการบาดเจ็บ ข้ออักเสบ หรือข้อเข่าเสื่อม หากสงสัยว่าขาดวิตามินหรือแร่ธาตุ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินและตรวจตามความเหมาะสม ไม่ควรซื้ออาหารเสริมมารับประทานเพื่อรักษาอาการปวดเข่าเอง
หากปวดเข่าหลังใช้งานหรือบาดเจ็บเล็กน้อย ควรลดกิจกรรมที่กระตุ้นอาการ พักจากกิจกรรมที่ลงน้ำหนักมาก และประคบเย็นครั้งละไม่เกิน 20 นาที โดยห่อถุงประคบด้วยผ้าก่อนสัมผัสผิวหนัง
หากอาการไม่ดีขึ้นหรือเป็นซ้ำบ่อย ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ แต่หากเข่าบวมมาก ร้อนแดง ปวดรุนแรง ลงน้ำหนักไม่ได้ หรือมีไข้ร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์