Skip to content
หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
บริการของเรา
กระดูกสันหลัง
กระดูกและข้อ
รังสีวินิจฉัย
กระดูก กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น
กระดูกพรุน
กายภาพ
เช็คอาการ
ห้องพัก
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
คลังความรู้
คลังความรู้
ข่าวสารและกิจกรรม
ความประทับใจ
คำถามที่พบบ่อย
ติดต่อเรา
หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
บริการของเรา
กระดูกสันหลัง
กระดูกและข้อ
รังสีวินิจฉัย
กระดูก กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น
กระดูกพรุน
กายภาพ
เช็คอาการ
ห้องพัก
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
คลังความรู้
คลังความรู้
ข่าวสารและกิจกรรม
ความประทับใจ
คำถามที่พบบ่อย
ติดต่อเรา
ปวดคอเรื้อรังเสี่ยงหมอนรองกระดูกคอเสื่อม กดทับเส้นประสาทหรือไม่?
/คลังความรู้/
ปวดคอเรื้อรังเสี่ยงหมอนรองกระดูกคอเสื่อม กดทับเส้นประสาทหรือไม่?
ในยุคที่หลายคนใช้ชีวิตอยู่กับหน้าจอเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ การก้มเล่นโทรศัพท์มือถือ หรือการอยู่ในท่าเดิมซ้ำ ๆ หลายชั่วโมง อาการ “ปวดคอ” จึงกลายเป็นปัญหาใกล้ตัวที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา
แต่ในบางราย อาการปวดคอที่ดูเหมือนปวดเมื่อยทั่วไป อาจเกี่ยวข้องกับภาวะ
หมอนรองกระดูกคอเสื่อม
หรือความเสื่อมของกระดูกคอ ซึ่งอาจนำไปสู่การ
กดทับเส้นประสาท
และทำให้เกิดอาการปวดร้าว ชา หรืออ่อนแรงตามมาได้
หมอนรองกระดูกคอเสื่อม คืออะไร
?
หมอนรองกระดูกคอ เป็นโครงสร้างที่อยู่ระหว่างข้อกระดูกสันหลังส่วนคอ ทำหน้าที่ช่วยรองรับแรงกระแทก และช่วยให้คอเคลื่อนไหวได้อย่างยืดหยุ่น
เมื่ออายุมากขึ้น หรือมีการใช้งานสะสมเป็นเวลานาน หมอนรองกระดูกอาจค่อย ๆ สูญเสียน้ำ ยุบตัว หรือเสื่อมสภาพลง ทำให้ช่องว่างระหว่างข้อกระดูกแคบลง ข้อต่อคอรับแรงมากขึ้น และอาจเกิดกระดูกงอกหรือการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างกระดูกคอตามมา
ในบางกรณี หมอนรองกระดูกคอที่เสื่อม ปลิ้น หรือยื่นออกมา อาจไปเบียดรากประสาทหรือไขสันหลัง จนเกิดภาวะกดทับเส้นประสาท ส่งผลให้มีอาการปวดคอร้าวลงแขน ชามือ แขนอ่อนแรง หรือเดินผิดปกติได้
ทำไมคนวัยทำงานถึงเสี่ยงปวดคอและหมอนรองกระดูกคอเสื่อม
?
แม้หมอนรองกระดูกคอเสื่อมมักสัมพันธ์กับอายุและความเสื่อมตามวัย แต่พฤติกรรมในชีวิตประจำวันของคนวัยทำงานก็มีส่วนทำให้อาการเกิดเร็วขึ้นหรือรุนแรงขึ้นได้ โดยเฉพาะพฤติกรรมเหล่านี้
ก้มใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน
นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์โดยจออยู่ต่ำกว่าระดับสายตา
นั่งหลังงอ ไหล่ห่อ คอยื่นไปด้านหน้า
ใช้คอในท่าเดิมซ้ำ ๆ โดยไม่พักเปลี่ยนอิริยาบถ
ขาดการออกกำลังกายกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ และหลังส่วนบน
เมื่อคอต้องรับแรงกดซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน กล้ามเนื้อรอบคออาจตึงมากขึ้น ข้อต่อคอทำงานหนักขึ้น และหมอนรองกระดูกอาจเสื่อมเร็วกว่าที่ควร โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการปวดคอเรื้อรังอยู่แล้ว
ปวดคอแบบไหน ไม่ควรมองข้าม
?
อาการปวดคอทั่วไปจากกล้ามเนื้อตึง มักดีขึ้นเมื่อพัก ปรับท่าทาง ประคบ หรือทำกายภาพบำบัด แต่หากอาการปวดคอมีลักษณะต่อไปนี้ ควรระวังว่าอาจเกี่ยวข้องกับหมอนรองกระดูกคอเสื่อมหรือภาวะกดทับเส้นประสาท
3
สัญญาณอันตรายของหมอนรองกระดูกคอเสื่อมที่อาจกดทับเส้นประสาท
ปวดคอร้าวลงไหล่ แขน หรือปลายนิ้ว
หากอาการปวดไม่ได้อยู่เฉพาะบริเวณคอ แต่ร้าวลงไปที่สะบัก ไหล่ แขน หรือปลายนิ้ว ร่วมกับความรู้สึกเสียวแปลบ คล้ายไฟช็อต หรือปวดจี๊ดตามแนวแขน อาจเป็นสัญญาณว่ารากประสาทบริเวณคอถูกกดทับหรือระคายเคือง
อาการมักชัดขึ้นในบางท่า เช่น เงยหน้า เอียงคอ หันคอ หรือใช้งานคอนาน ๆ
ชามือ มืออ่อนแรง หรือหยิบจับของไม่ถนัด
อาการชา รู้สึกมือหนา ๆ เหน็บชา หรือหยิบจับของไม่ถนัด อาจบ่งบอกว่าเส้นประสาทที่ควบคุมการรับความรู้สึกและการทำงานของกล้ามเนื้อแขนหรือมือกำลังถูกรบกวน
บางคนอาจเริ่มสังเกตว่า ติดกระดุมเสื้อลำบาก เขียนหนังสือไม่ถนัด กำของไม่แน่น หรือของหลุดมือบ่อยขึ้น หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกับปวดคอเรื้อรัง ไม่ควรปล่อยไว้
เดินเซ ทรงตัวไม่ดี หรือขาอ่อนแรง
หากหมอนรองกระดูกคอเสื่อมหรือกระดูกคอเสื่อมกดทับลึกถึงระดับไขสันหลัง อาจทำให้เกิดอาการที่ไม่ใช่แค่บริเวณคอหรือแขน แต่ส่งผลต่อการเดิน การทรงตัว หรือการควบคุมขาได้
อาการที่ควรรีบพบแพทย์ ได้แก่ เดินเซคล้ายเสียการทรงตัว ขากระตุก ขาอ่อนแรง เดินไม่มั่นคง หรือมีปัญหาควบคุมปัสสาวะและอุจจาระ เพราะอาจเป็นสัญญาณของการกดทับไขสันหลัง ซึ่งควรได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน
ไอหรือจามแล้วเสียววาบลงแขน เกี่ยวกับกดทับเส้นประสาทไหม
?
ในบางราย หากไอ จาม หรือเบ่ง แล้วมีอาการเสียววาบ ปวดร้าว หรือชาไปที่แขน อาจเกิดจากแรงดันที่เพิ่มขึ้นทำให้รากประสาทที่ถูกกดทับอยู่แล้วเกิดการระคายเคืองมากขึ้น
แม้อาการนี้ไม่ได้แปลว่าต้องผ่าตัดเสมอไป แต่หากเกิดซ้ำ ร่วมกับปวดคอร้าวลงแขน ชา หรืออ่อนแรง ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัย เพื่อหาว่าสาเหตุเกิดจากหมอนรองกระดูกคอเสื่อม หมอนรองกระดูกคอปลิ้น กระดูกงอก หรือภาวะช่องโพรงกระดูกสันหลังคอตีบแคบหรือไม่
การตรวจวินิจฉัยสำคัญอย่างไร
?
อาการปวดคอไม่ได้มีสาเหตุเดียว บางรายเกิดจากกล้ามเนื้อ บางรายเกิดจากข้อต่อคอ หมอนรองกระดูกคอเสื่อม หรือเส้นประสาทถูกกดทับ ดังนั้นการรักษาให้ตรงจุดจึงต้องเริ่มจากการตรวจหาสาเหตุให้ชัดเจน
แพทย์อาจพิจารณาจากประวัติอาการ การตรวจร่างกาย การประเมินกำลังกล้ามเนื้อ รีเฟล็กซ์ การรับความรู้สึก และการเดิน ร่วมกับการตรวจภาพวินิจฉัย เช่น
X-ray
หรือ
MRI
X-ray
ช่วยดูอะไรได้บ้าง
?
X-ray
ช่วยประเมินโครงสร้างกระดูกคอ แนวกระดูก ความเสื่อมของข้อกระดูก ช่องว่างระหว่างกระดูก และกระดูกงอกบางตำแหน่งได้ จึงเหมาะสำหรับดูภาพรวมของกระดูกคอ
MRI
ช่วยดูอะไรได้บ้าง
?
MRI
เป็นการตรวจที่ช่วยให้เห็นรายละเอียดของเนื้อเยื่ออ่อน เช่น หมอนรองกระดูก เส้นประสาท ไขสันหลัง และจุดที่อาจมีการกดทับเส้นประสาทได้ชัดเจนกว่าการเอกซเรย์ทั่วไป
โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการปวดคอร้าวลงแขน ชา อ่อนแรง หรือสงสัยว่ามีการกดทับเส้นประสาท
MRI
จะช่วยให้แพทย์ประเมินตำแหน่งและความรุนแรงของการกดทับได้ละเอียดขึ้น เพื่อนำไปสู่การวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
ป้องกันหมอนรองกระดูกคอเสื่อม ทำได้อย่างไร
?
แม้ความเสื่อมบางส่วนอาจเกิดขึ้นตามวัย แต่การปรับพฤติกรรมสามารถช่วยลดแรงกดซ้ำ ๆ ต่อคอ และลดโอกาสที่อาการปวดคอจะรุนแรงขึ้นได้
ปรับหน้าจอให้อยู่ระดับสายตา
ขอบบนของหน้าจอคอมพิวเตอร์ควรอยู่ใกล้ระดับสายตา เพื่อลดการก้มคอหรือเงยคอมากเกินไป และช่วยให้คออยู่ในแนวธรรมชาติมากขึ้น
ยกมือถือขึ้น ไม่ก้มคอลง
แทนที่จะก้มหน้ามองโทรศัพท์ ควรยกมือถือขึ้นมาให้อยู่ใกล้ระดับสายตา และหลีกเลี่ยงการก้มคอนานต่อเนื่อง
พักเปลี่ยนท่าทางเป็นระยะ
หากต้องทำงานหน้าจอนาน ๆ ควรลุกเปลี่ยนอิริยาบถ ยืดคอ บ่า ไหล่ และหลังส่วนบนเป็นระยะ เพื่อลดการเกร็งสะสมของกล้ามเนื้อ
บริหารกล้ามเนื้อคออย่างเหมาะสม
ท่าบริหารง่าย ๆ เช่น การดันคางไปด้านหลังตรง ๆ หรือ
Chin tuck
โดยไม่ก้มหน้า ค้างไว้ประมาณ
5
วินาที แล้วผ่อนออก ทำซ้ำ
10
ครั้ง อาจช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อคอชั้นลึกและช่วยให้ท่าทางคอดีขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม หากทำแล้วปวดร้าว ชา หรือเวียนศีรษะ ควรหยุดและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน
ถ้าเป็นหมอนรองกระดูกคอเสื่อม ต้องรักษาอย่างไร
?
การรักษาหมอนรองกระดูกคอเสื่อมขึ้นอยู่กับสาเหตุ ระดับความรุนแรง และอาการของผู้ป่วยแต่ละราย โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเสมอไป
การรักษาแบบไม่ผ่าตัด
ในรายที่อาการยังไม่รุนแรง หรือยังไม่มีการกดทับเส้นประสาทอย่างชัดเจน แพทย์อาจพิจารณาการรักษาแบบประคับประคอง เช่น
การใช้ยาลดปวดหรือยาลดการอักเสบตามความเหมาะสม
การทำกายภาพบำบัด
การปรับพฤติกรรมการนั่ง การทำงาน และการใช้มือถือ
การบริหารกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ และหลังส่วนบน
การติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง
เป้าหมายของการรักษาคือ ลดอาการปวดคอ ลดการอักเสบ ฟื้นฟูการเคลื่อนไหว และลดโอกาสที่อาการจะกลับมาเป็นซ้ำ
การรักษาเมื่อมีภาวะกดทับเส้นประสาท
หากมีอาการปวดคอร้าวลงแขน ชา อ่อนแรง หรือมีอาการต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์ แม้ได้รับการรักษาเบื้องต้นแล้ว แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติมเพื่อดูว่ามีภาวะกดทับเส้นประสาทหรือไม่
ในรายที่มีการกดทับเส้นประสาทระดับรุนแรง หรือมีอาการทางระบบประสาทมากขึ้น เช่น แขนอ่อนแรง เดินเซ หรือควบคุมการขับถ่ายผิดปกติ แพทย์อาจพิจารณาการรักษาเชิงลึก รวมถึงการผ่าตัดเพื่อคลายการกดทับเส้นประสาทหรือไขสันหลังตามความเหมาะสม
เทคนิคผ่าตัดแผลเล็ก
MIS
ทางเลือกสำหรับผู้ป่วยบางราย
ปัจจุบันการรักษากระดูกสันหลังมีเทคนิคที่พัฒนาไปมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการผ่าตัดแผลเล็ก หรือ
MIS (Minimally Invasive Surgery)
ซึ่งออกแบบมาเพื่อลดการบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อรอบกระดูกสันหลัง เมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบเปิดแผลใหญ่ในบางกรณี
จุดเด่นของเทคนิค
MIS
ได้แก่
แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก
0.5
ซม.
ลดการกระทบต่อกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อรอบข้าง
ช่วยลดการเสียเลือดในบางราย
ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้นในบางกรณี
แพทย์สามารถทำงานผ่านกล้องหรือเครื่องมือเฉพาะทาง เพื่อเข้าถึงตำแหน่งที่มีปัญหาได้แม่นยำขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผู้ป่วยหมอนรองกระดูกคอเสื่อมทุกคนที่เหมาะกับการผ่าตัดแผลเล็ก การเลือกแนวทางรักษาควรขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่กดทับ ความรุนแรงของอาการ โครงสร้างกระดูกคอ และการประเมินของแพทย์เฉพาะทาง
สรุป: ปวดคอเรื้อรัง อย่ารอให้กดทับเส้นประสาทรุนแรง
อาการปวดคออาจเริ่มจากความเมื่อยล้าธรรมดา แต่หากมีอาการปวดร้าวลงแขน ชามือ มืออ่อนแรง เดินเซ หรืออาการรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ อาจเป็นสัญญาณของหมอนรองกระดูกคอเสื่อมหรือภาวะกดทับเส้นประสาทที่ไม่ควรมองข้าม
การตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียดจะช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้ตรงจุด ตั้งแต่การปรับพฤติกรรม กายภาพบำบัด การรักษาแบบไม่ผ่าตัด ไปจนถึงเทคนิคผ่าตัดแผลเล็ก
MIS
ในผู้ป่วยบางราย
หากคุณมีอาการปวดคอเรื้อรัง ปวดคอร้าวลงแขน ชา อ่อนแรง หรือเริ่มกระทบต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัย เพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลาม
และเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม