“จากคนที่เคยวิ่งได้ 21 กิโลเมตร กลายเป็นเดินแค่ 2 กิโลเมตรก็ไม่ไหว”

“จากคนที่เคยวิ่งได้ 21 กิโลเมตร กลายเป็นเดินแค่ 2 กิโลเมตรก็ไม่ไหว”

วันกับชีวิตใหม่” จากอาการปวดร้าวลงขา สู่การกลับมาใช้ชีวิตและทำในสิ่งที่รักได้อีกครั้ง

 

การผ่าตัดสำหรับใครหลายคน อาจเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต โดยเฉพาะเมื่อต้องเป็น “การผ่าตัดกระดูกสันหลัง” หลายคนอาจรู้สึกกลัว กังวล และไม่มั่นใจว่าจะเจ็บมากไหม หรือหลังผ่าตัดจะกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนเดิมหรือไม่ 

เช่นเดียวกับเรื่องราวของ คุณขนิษฐา ธีระกุลพิศุทธิ์ วัย 55 ปี ที่เดินทางมาจากจังหวัดตรัง เพื่อเข้ารับการรักษากระดูกสันหลังที่ โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ 

จากคนที่รักการออกกำลังกาย ชอบวิ่งทั้งสายเทรลและสายถนน เคยวิ่งได้ไกลถึง 21 กิโลเมตร รวมถึงชื่นชอบกิจกรรมที่ใช้ร่างกาย แต่เมื่ออาการปวดหลังและปวดร้าวลงขาเริ่มรุนแรงขึ้น ชีวิตที่เคยคล่องตัวก็เริ่มเปลี่ยนไป 

 

จุดเริ่มต้นของอาการปวดหลังที่คิดว่าเกิดจากการออกกำลังกาย 

คุณขนิษฐาเล่าว่า เธอเป็นแม่บ้านธรรมดาที่รักการออกกำลังกาย โดยเฉพาะการวิ่ง ทั้งวิ่งถนนและวิ่งเทรล ในอดีตเคยวิ่งได้ระยะทางถึง 21 กิโลเมตร และใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉงมาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา เธอเริ่มมีอาการปวดหลัง ซึ่งในช่วงแรกคิดว่าอาจเกิดจากการออกกำลังกาย หรือการใช้ร่างกายมากเกินไป จึงไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องรุนแรง 

แต่เมื่อเวลาผ่านไป อาการไม่ได้หายไปเอง กลับเริ่มปวดร้าวลงขา ลามลงไปถึงฝ่าเท้า และมีอาการชาร่วมด้วย ซึ่งค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้นตามลำดับ 

 

จากที่เคยวิ่งได้ กลายเป็นเดินต่อไม่ไหว 

อาการปวดร้าวลงขาเริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน จากเดิมที่คุณขนิษฐาเคยวิ่ง 10 กิโลเมตรได้สบาย ๆ กลายเป็นว่าเดินเพียง 2 กิโลเมตรก็เริ่มไม่ไหว บางครั้งเมื่อเดินไกล ๆ จะรู้สึกปวดจนก้าวขาไม่ออก ต้องหาที่นั่งพัก 

แม้แต่ตอนไปเที่ยวต่างประเทศกับลูก อาการก็ยังรบกวนจนต้องนั่งพักบ่อย ๆ ทำให้การเดินทางและการใช้ชีวิตที่เคยมีความสุข กลายเป็นเรื่องที่ต้องฝืนและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด 

นอกจากการเดินแล้ว เวลานอนก็เริ่มลำบาก แม้แต่การพลิกตัวก็ทำได้ยาก เพราะอาการปวดร้าวลงขาและความเจ็บที่หลังทำให้ร่างกายไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติ 

 

รักษามาหลายทาง แต่ยังไม่ดีขึ้น 

ก่อนตัดสินใจมารักษาที่โรงพยาบาลเอส คุณขนิษฐาเคยพยายามรักษาอาการด้วยการกินยา และทำกายภาพบำบัดนานถึงครึ่งปี แต่ผลลัพธ์ที่ได้ยังไม่ดีขึ้นอย่างชัดเจน อาการปวดยังคงกลับมาเรื่อย ๆ ทำให้เสียทั้งค่าใช้จ่าย เสียเวลาในการเดินทาง และรู้สึกเหนื่อยกับการรักษาที่ไม่จบสิ้น  

จากอาการที่เคยคิดว่าอาจเป็นเพียงผลจากการออกกำลังกาย กลับกลายเป็นปัญหาที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตมากขึ้นเรื่อย ๆ 

 

จุดเปลี่ยนจากเรื่องราวของ “คุณก้อง สหรัถ” 

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้คุณขนิษฐาตัดสินใจมารักษาที่โรงพยาบาลเอส คือการได้เห็นเรื่องราวของ คุณก้อง สหรัถ สังคปรีชา ซึ่งเป็นศิลปินที่เธอติดตามและชื่นชอบ 

คุณขนิษฐาเล่าว่า เธอเป็นแฟนคลับของคุณก้อง และได้เห็นคลิปที่คุณก้องเล่าถึงอาการปวดร้าวลงขา จนยืนเล่นคอนเสิร์ตไม่มีความสุข ซึ่งเป็นอาการที่คล้ายกับสิ่งที่เธอกำลังเผชิญอยู่ 

เมื่อได้เห็นว่าคนที่มีไลฟ์สไตล์ชอบกิจกรรมและกีฬาเหมือนกัน มีอาการคล้ายกัน และเข้ารับการรักษาที่นี่จนกลับมาใช้ชีวิตได้ดีขึ้น จึงทำให้เธอเริ่มมั่นใจและตัดสินใจเดินทางจากจังหวัดตรังมายังโรงพยาบาลเอส 

อีกเหตุผลสำคัญคือ เธอต้องการรักษากับ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โดยตรง เพื่อให้ได้รับการตรวจวินิจฉัยที่ชัดเจน และรักษาได้ตรงจุด 

 

ความกลัวก่อนผ่าตัด และความมั่นใจหลังได้พบแพทย์ 

ในช่วงแรก คุณขนิษฐายอมรับว่ากลัวการผ่าตัดหลังมาก เพราะคำว่า “ผ่าตัดกระดูกสันหลัง” ฟังดูเป็นเรื่องใหญ่และน่ากังวล วันแรกที่มาถึงโรงพยาบาล ความกลัวและความกังวลทำให้ความดันสูงขึ้น แต่การต้อนรับและการดูแลของเจ้าหน้าที่ช่วยให้เธอค่อย ๆ คลายความกังวล จนความดันกลับมาเป็นปกติ 

หลังจากนั้น คุณขนิษฐาได้เข้าพบ อาจารย์หมอพร นริศชาติ หรือ หมอพร และได้รับการตรวจ MRI อย่างละเอียด เมื่อนำผลตรวจมาเปรียบเทียบกับปีก่อน พบว่าเส้นประสาทถูกกดทับเส้นมากขึ้น คุณหมอวินิจฉัยว่า อาการของเธอเกิดจาก โรคกระดูกเคลื่อนระดับ 1 ที่ไปกดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดร้าวลงขา ชา และเดินลำบาก 

เมื่อคุณหมออธิบายอย่างละเอียดว่า กรณีนี้สามารถรักษาได้ด้วยการเจาะรูเดียว ใช้เทคนิคส่องกล้อง และใช้เวลาผ่าตัดไม่ถึง 1 ชั่วโมง ความกลัวที่เคยมีจึงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความมั่นใจ ทุกอย่างที่ได้รับรู้ในวันนั้น ทำให้คุณขนิษฐาตัดสินใจเข้ารับการรักษาทันทีในเย็นวันที่พบแพทย์ 

 

ผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็ก ฟื้นตัวเร็วเกินคาด 

การรักษาของคุณขนิษฐาใช้เทคนิคการผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็ก หรือ PSLD ซึ่งเป็นการรักษาที่ช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น หลังการผ่าตัดเสร็จไม่นาน คุณขนิษฐาก็สามารถลุกเดินไปเข้าห้องน้ำเองได้ตามปกติ โดยไม่ต้องใช้เครื่องพยุง 

สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกประหลาดใจมาก คืออาการปวดร้าวลงขาที่เคยเป็นหายไปทันที พลิกตัวได้โดยไม่เจ็บ และไม่มีอาการแทรกซ้อนอย่างที่เคยกังวล เช่น อาการเจ็บคอจากการใส่เครื่องช่วยหายใจ เธอพักฟื้นที่โรงพยาบาลเพียง 1 คืน ก็พร้อมกลับบ้าน และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ 

 

“1 วันกับชีวิตใหม่” ความคุ้มค่าของการตัดสินใจรักษา 

สำหรับคุณขนิษฐา การรักษาครั้งนี้เปรียบเหมือนได้ชีวิตใหม่ จากคนที่เคยปวดหลัง ปวดร้าวลงขา เดินต่อไม่ไหว นอนพลิกตัวก็ลำบาก กลับสามารถลุกเดินได้หลังผ่าตัดเพียงไม่กี่ชั่วโมง และอาการปวดร้าวที่เคยรบกวนชีวิตก็หายไปอย่างชัดเจน 

เธอบอกว่า “1 วันกับชีวิตใหม่ มันคุ้มค่า” เพราะการตัดสินใจรักษาในครั้งนี้ทำให้เธอได้กลับไปใช้ชีวิตปกติ และมีโอกาสกลับไปทำในสิ่งที่รักได้อีกครั้ง ไม่เพียงเท่านั้น ความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นยังส่งผลให้สามีของเธอ ซึ่งมีอาการคล้ายกัน ตัดสินใจจะเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอสตามมาด้วย 

 

ความประทับใจและคำแนะนำถึงคนที่มีอาการคล้ายกัน 

สิ่งที่คุณขนิษฐาประทับใจ ไม่ได้มีเพียงผลลัพธ์ของการรักษา แต่ยังรวมถึงความเข้าใจ กำลังใจ และการดูแลจากคุณหมอ รวมถึงรอยยิ้มของทีมพยาบาลที่ช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่กลัว 

สำหรับคนที่มีอาการปวดหลัง ปวดร้าวลงขา ชา หรือเดินแล้วก้าวขาไม่ออก คุณขนิษฐาอยากฝากว่า อย่าเสียใจที่เป็น และอย่ากลัวจนไม่กล้าเข้ารับการตรวจ 

เพราะบางครั้งอาการที่เราคิดว่าเป็นเพียงอาการปวดจากการออกกำลังกาย หรือปวดเมื่อยธรรมดา อาจมีสาเหตุจากกระดูกสันหลังหรือเส้นประสาทที่ถูกกดทับอยู่ 

 

การเปิดใจเข้ารับการตรวจและรักษาให้ถูกจุด รักษาถูกทาง ชีวิตที่เคยหยุดชะงักจากความเจ็บปวด ก็สามารถกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง 

บริการที่เกี่ยวข้อง