ใช้ชีวิตธรรมดา ก็เสี่ยงหมอนรองกระดูกทับเส้นได้

ใช้ชีวิตธรรมดา ก็เสี่ยงหมอนรองกระดูกทับเส้นได้

อาการปวดหลังและปวดร้าวลงขา ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนที่ยกของหนักหรือใช้ชีวิตแบบผาดโผนเท่านั้น บางครั้งพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างการนั่งทำงานนาน ยืนสอนหนังสือหลายชั่วโมง หรือเดินทางบ่อย ก็อาจสะสมแรงกดต่อกระดูกสันหลังและทำให้อาการค่อย ๆ รุนแรงขึ้นได้

 

เช่นเดียวกับเรื่องราวของ คุณณัฐกร อินทรวิชะ อาจารย์มหาวิทยาลัยที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับการนั่งทำงาน ยืนสอนหนังสือ และเดินทางไปบรรยายหรือทำงานวิจัยต่างจังหวัดอยู่เป็นประจำ 

จากอาการตึงหลังและทรงตัวไม่ค่อยดีที่ดูเหมือนยังพอทนได้ กลับค่อย ๆ ลุกลามเป็นอาการปวดสะโพกร้าวลงขาถึงน่อง จนระยะทางในการเดินลดลงอย่างรวดเร็ว และแม้แต่การเดินภายในบ้านก็เริ่มกลายเป็นเรื่องยาก 

 

พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ที่สะสมความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว 

คุณณัฐกรเล่าว่า ชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ ต้องยืนสอนหนังสือหรือนั่งสอนออนไลน์เป็นเวลานาน นอกจากนี้ ยังต้องเดินทางไปบรรยายและทำงานวิจัยที่ต่างจังหวัดบ่อยครั้ง ทั้งการนั่งเครื่องบินและรถตู้ ซึ่งแต่ละครั้งต้องอยู่ในท่าเดิมต่อเนื่องหลายชั่วโมง 

โดยเฉพาะการนั่งรถตู้ที่ไม่สามารถคาดเดาจังหวะรถตกหลุมได้ หรือการนั่งเครื่องบินมีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด ทำให้ต้องเกร็งตัวและจัดท่าทางได้ไม่สะดวก เมื่อลงจากรถหรือเครื่องบิน จึงมักมีอาการปวดหลังมากขึ้นอย่างชัดเจน 

แม้จะไม่ได้ใช้ชีวิตแบบเอกซ์ตรีมหรือยกของหนักเป็นประจำ แต่พฤติกรรมการนั่งนาน ยืนนาน เดินทางบ่อย และอยู่ในท่าเดิมซ้ำ ๆ ก็สามารถสะสมแรงกดต่อกระดูกสันหลังได้เช่นกัน 

 

จากตึงหลังและทรงตัวไม่ดี สู่อาการปวดร้าวลงขา 

ช่วงแรกแค่เริ่มสังเกตว่า เมื่อนั่งทำงานหรือยืนสอนหนังสือนาน ๆ จะรู้สึกทรงตัวได้ไม่ค่อยดี มีอาการตึงหลัง และปวดจนต้องคอยขยับตัวอยู่ตลอดเวลา 

อาการในรอบนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนของปีก่อน แม้จะพยายามระมัดระวังและลดการใช้งานร่างกาย แต่อาการก็มีเพียงทรงตัวหรือทรุดลง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมีความเสื่อมร่วมด้วย สิ่งที่ต่างจากอาการครั้งก่อน คือครั้งนี้ไม่ได้ปวดบริเวณหลังโดยตรง แต่เริ่มปวดที่สะโพก ให้ความรู้สึกเหมือนก้นช้ำ ก่อนจะร้าวออกด้านข้างและไล่ลงไปถึงน่อง พร้อมกับมีอาการชาร่วมด้วย 

ในช่วงแรก อาการยังเป็นเพียงความรำคาญ จึงพยายามบรรเทาด้วยพิมเสนหรือยาทาที่ให้ความร้อน ซึ่งช่วยให้อาการดีขึ้นเพียงชั่วคราว แต่เมื่อฤทธิ์ยาหมด อาการก็กลับมาอีก เพราะยังต้องใช้ชีวิตด้วยพฤติกรรมเดิม โดยเฉพาะการนั่งสอนออนไลน์เป็นเวลานาน 

ระยะเดินลดลงอย่างรวดเร็ว จนแม้แต่เดินในบ้านก็ลำบาก 

เมื่ออาการรุนแรงขึ้น การลุกจากเก้าอี้เริ่มทำได้ยาก เดินขัด ๆ และรู้สึกว่าขาไม่ทำงานได้อย่างเดิม ช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนเข้าพบแพทย์ อาจารย์ณัฐกรสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าตกใจ คือระยะทางที่สามารถเดินได้ลดลงอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เคยเดินได้เป็นกิโลเมตร 

กลับเหลือเพียงประมาณ 100–200 เมตร ขาก็เริ่มไม่อยากก้าวต่อ 

แม้แต่การเดินภายในบ้านก็เริ่มลำบาก และก่อนการผ่าตัด เพียงลุกเดินไม่กี่ก้าวจากจุดหนึ่งไปยังห้องน้ำ ก็รู้สึกปวดและเหมือนตะคริวกำลังจะขึ้นที่ขา อาการดังกล่าวเป็นสัญญาณสำคัญว่า เส้นประสาทอาจถูกกดทับมากขึ้น จนเริ่มกระทบต่อการเดินและการควบคุมขาอย่างชัดเจน 

 

ปัจจัยไม่ได้มีเพียงการนั่งนาน แต่ยังเกี่ยวข้องกับสรีระและน้ำหนักตัว 

หลังเข้ารับการตรวจ คุณหมออธิบายว่า อาการของคุณณัฐกรเกิดจาก หมอนรองกระดูกปลิ้นทับเส้นประสาท นอกจากพฤติกรรมการนั่งและยืนเป็นเวลานานแล้ว ยังมีปัจจัยร่วมจากน้ำหนักตัวที่ค่อนข้างมาก รวมถึงลักษณะทางสรีระที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม คือมีโพรงประสาทแคบกว่าคนทั่วไป 

เมื่อพื้นที่ภายในโพรงประสาทมีน้อยอยู่แล้ว แม้หมอนรองกระดูกจะปลิ้นออกมาเพียงเล็กน้อย ก็สามารถสัมผัสหรือกดเบียดเส้นประสาทได้เร็วกว่าคนทั่วไป จึงเกิดอาการปวดร้าว ชา และเดินได้น้อยลง 

 

เลือกกลับมารักษาที่โรงพยาบาลเฉพาะทาง เพราะมีความไว้วางใจจากครั้งก่อน 

คุณณัฐกรเคยมีอาการลักษณะคล้ายกันมาก่อนเมื่อประมาณ 6–7 ปีที่แล้ว จึงพอเข้าใจว่าอาการที่เกิดขึ้นครั้งนี้อาจเกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลังและเส้นประสาท เมื่อระยะเดินลดลงอย่างรวดเร็ว จึงตัดสินใจมาที่ โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ ทันที เพราะเชื่อมั่นในความเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทาง รวมถึงมีความไว้วางใจในเครื่องมือและการดูแลของ คุณหมอศรัณย์ จินดาหรา ซึ่งเคยรักษากันมาก่อน 

การได้รับคำอธิบายอย่างชัดเจนถึงสาเหตุของอาการ ก็เข้ารับการรักษาด้วยเทคนิคผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็กอีกครั้ง 

 

หลังผ่าตัด ความแตกต่างเหมือนเปลี่ยนจาก “0 เป็น 1” 

หลังการผ่าตัดความรู้สึกก่อนและหลังรักษาแตกต่างกันอย่างชัดเจน ก่อนผ่าตัด เพียงเดินจากจุดหนึ่งไปยังห้องน้ำก็รู้สึกปวด ลุกเดินเพียง 3 ก้าว ก็เหมือนตะคริวกำลังจะขึ้นขา และต้องคอยระวังทุกการเคลื่อนไหว 

แต่หลังการรักษา สามารถลุกขึ้นเดินและทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้สบายมากขึ้น อาการปวดร้าวและอาการคล้ายตะคริวที่ขาดีขึ้นอย่างชัดเจน 

“ถ้าเปรียบเป็นคอมพิวเตอร์ ก็เหมือนเปลี่ยนจาก 0 เป็น 1” คุณณัฐกรกล่าว 

 

การผ่าตัดกระดูกสันหลังในวันนี้ ไม่ได้เป็นอย่างภาพจำในอดีต 

หนึ่งในสิ่งที่อยากสื่อสาร คือการเปลี่ยนชุดความคิดของคนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนในต่างจังหวัดที่ยังมีความกลัวว่า “ผ่าหลังแล้วจะเดินไม่ได้” 

แต่จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง การผ่าตัดกระดูกสันหลังในปัจจุบันไม่น่ากลัวอย่างที่หลายคนคิด เพราะมีเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ช่วยให้รักษาได้ตรงจุด เจ็บตัวน้อย และฟื้นตัวได้เร็วขึ้น การรักษาครั้งนี้ใช้วิธีเจาะรูเล็ก ๆ ไม่ได้เปิดแผลหลังยาวเหมือนภาพจำของการผ่าตัดแบบเดิม และหลังการรักษาก็สามารถลุกเดินได้จริง 

 

ชีวิตประจำวันธรรมดา ก็ทำให้เกิดปัญหากระดูกสันหลังได้ 

คุณณัฐกรฝากทิ้งท้ายว่า โรคกระดูกสันหลังไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนที่ใช้ชีวิตผาดโผน เล่นกีฬาเอกซ์ตรีม หรือประสบอุบัติเหตุรุนแรงเท่านั้น 

แม้แต่กิจวัตรประจำวันอย่างการนั่งทำงาน นั่งสอนออนไลน์ ยืนสอนหนังสือ หรือเดินทางเป็นเวลานาน หากอยู่ในท่าเดิมซ้ำ ๆ และมีแรงกดต่อกระดูกสันหลังอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถทำให้อาการเกิดขึ้นหรือรุนแรงขึ้นได้เช่นกัน 

หากเริ่มมีอาการปวดสะโพกร้าวลงขา ชา ขาไม่มีแรง หรือสังเกตว่าระยะทางในการเดินลดลงอย่างรวดเร็ว ไม่ควรปล่อยไว้หรือบรรเทาอาการด้วยยาทาเพียงอย่างเดียว 

การเข้ารับการตรวจอย่างละเอียดกับแพทย์เฉพาะทาง จะช่วยให้พบสาเหตุของอาการ และวางแผนการรักษาได้ตรงจุด ก่อนที่การกดทับเส้นประสาทจะกระทบต่อการเดินและการใช้ชีวิตมากขึ้น 

บริการที่เกี่ยวข้อง