อาการปวดตึงเข่า เสียงดังก๊อบแก๊บขณะขึ้นลงบันได หรืออาการเจ็บแปล๊บเมื่อต้องลงน้ำหนัก อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคข้อเข่าเสื่อมที่กำลังส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ไม่น้อย เพื่อไม่ให้อาการปวดเข่ารุนแรงกว่านี้ ควรเข้ารับการรักษาข้อเข่าเสื่อมโดยด่วน
การรู้วิธีรักษาข้อเข่าเสื่อมอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยให้รู้ทันอาการ และสามารถดูแลเข่าให้กลับมาเคลื่อนไหวได้คล่องตัวขึ้นก่อนที่จะสายเกินไป
Key Takeaways
สารบัญบทความ
ข้อเข่าเสื่อมสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามวัย น้ำหนักตัว การบาดเจ็บ และพฤติกรรมการใช้งานข้อเข่า โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้เกิดภาวะข้อเข่าเสื่อม มีดังต่อไปนี้

อาการข้อเข่าเสื่อมมักเริ่มจากอาการปวด ตึง หรือขัดบริเวณข้อเข่าขณะเริ่มเคลื่อนไหว และอาจค่อย ๆ รุนแรงขึ้นจนมีอาการปวดเสียว บวม หรือเจ็บแม้ขณะไม่ได้ใช้งานข้อเข่า
ข้อเข่าเสื่อมไม่สามารถหายได้เอง เนื่องจากกระดูกอ่อนที่สึกหรอแล้วไม่สามารถฟื้นกลับมาเหมือนเดิมได้ แต่สามารถชะลอความเสื่อมและบรรเทาอาการได้ด้วยการควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบเข่า และดูแลการใช้งานข้อเข่า หากอาการรุนแรงขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาแนวทางรักษาข้อเข่าเสื่อมที่เหมาะสม

วิธีรักษาข้อเข่าเสื่อมแบบไม่ผ่าตัดมีตั้งแต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การทำกายภาพบำบัด การใช้ยาบรรเทาอาการ ไปจนถึงการรักษาด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ โดยมีแนวทางการรักษา ดังนี้
การลดแรงกดทับสะสมบนข้อเข่าเป็นส่วนสำคัญในการดูแลข้อเข่าเสื่อม โดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ซึ่งแนวทางของ American College of Rheumatology และ Arthritis Foundation ระบุว่า การลดน้ำหนักอย่างน้อย 5% อาจช่วยบรรเทาอาการและเพิ่มการทำงานของข้อเข่าได้ พร้อมหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เพิ่มภาระต่อข้อ เช่น การนั่งยอง ๆ นั่งพับเพียบ หรือขึ้นลงบันไดโดยไม่จำเป็น
การบริหารกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า (Quadriceps) และกล้ามเนื้อรอบสะโพก (Hip Muscles) ช่วยเพิ่มความมั่นคงให้ข้อเข่าและแบ่งเบาภาระในการรับน้ำหนักตัว การออกกำลังกายที่เหมาะสมควรเป็นกิจกรรมที่มีแรงกระแทกต่ำ เช่น การปั่นจักรยานอยู่กับที่ การเดินในน้ำ หรือการว่ายน้ำ เพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บเพิ่มเติม
การสวมปลอกพยุงเข่า (Knee Support) หรือสนับเข่าที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ช่วยพยุงข้อเข่าให้อยู่ในแนวที่เหมาะสม ช่วยกระจายแรงกดทับ และลดอาการเสียวแปล๊บขณะลงน้ำหนัก ทำให้ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น
แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาแก้ปวดข้อเข่า หรือยาแก้ข้อเข่าเสื่อม ในกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพื่อควบคุมอาการอักเสบเฉียบพลัน รวมถึงยากลุ่มที่ช่วยบรรเทาอาการของข้อเข่าเสื่อม ทั้งนี้ การใช้ยาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อป้องกันผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารและไต
การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า ด้วยสารไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid) จะทำหน้าที่คล้ายสารหล่อลื่นที่ช่วยดูดซับแรงกระแทกภายในข้อเข่า ช่วยลดการเสียดสีของกระดูก ลดอาการปวด ตึง และขัด ทำให้ข้อเข่าเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น โดยผลของการรักษาอาจคงอยู่หลายเดือนขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรคในแต่ละบุคคล
การฉีดเข้าข้อเข่าด้วยพลาสมาที่มีความเข้มข้นของเกล็ดเลือดสูง ซึ่งปั่นแยกจากเลือดของผู้ป่วยเอง เป็นอีกวิธีที่ใช้เพื่อช่วยลดกระบวนการอักเสบภายในข้อเข่า กระตุ้นการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อรอบข้อ และบรรเทาอาการปวด โดยใช้สารที่ได้จากร่างกายของผู้ป่วยเอง จึงมีโอกาสเกิดปฏิกิริยาต่อสารจากภายนอกน้อย
การรับประทานคอลลาเจนชนิดที่ 2 (Undenatured Type II Collagen: UC-II) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูกอ่อนผิวข้อ มีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างและดูแลกระดูกอ่อน แม้ไม่ใช่การรักษาหลัก แต่สามารถใช้เป็นตัวช่วยเสริมในการดูแลสุขภาพข้อต่อร่วมกับการรักษาทางการแพทย์ได้
หากการรักษาแบบไม่ผ่าตัดไม่ได้ผล หรือมีอาการข้อเข่าเสื่อมในระยะรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดเพื่อช่วยฟื้นฟูการทำงานของข้อเข่า ดังนี้
การผ่าตัดปรับมุมกระดูกขา (High Tibial Osteotomy: HTO) เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่อายุยังน้อยและมีการเสื่อมของข้อเข่าเพียงด้านใดด้านหนึ่ง โดยส่วนใหญ่มักเป็นด้านใน แพทย์จะปรับแนวกระดูกหน้าแข้งเพื่อย้ายจุดรับน้ำหนักไปยังบริเวณข้อเข่าที่ยังมีสภาพดี ช่วยยืดระยะเวลาการใช้งานของข้อเข่าและชะลอการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมออกไป
การผ่าตัดส่องกล้องข้อเข่า (Knee Arthroscopy) เป็นการผ่าตัดขนาดเล็กโดยใช้กล้องสอดเข้าไปในข้อเข่า เพื่อทำการตกแต่งผิวข้อเข่าที่ขรุขระ และนำเศษกระดูกอ่อนหรือเนื้อเยื่อที่หลุดลอยและก่อให้เกิดการติดขัดออก ช่วยลดอาการปวด ขัด หรือสะดุด และลดการอักเสบภายในข้อเข่า โดยมีแผลผ่าตัดขนาดเล็ก
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Total Knee Arthroplasty: TKA) เป็นวิธีรักษามาตรฐานสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมระยะรุนแรง แพทย์จะตัดแต่งผิวข้อเข่าที่สึกหรอออกและทดแทนด้วยข้อเข่าเทียมที่ทำจากโลหะผสมและพลาสติกชนิดพิเศษที่ออกแบบมาให้แข็งแรง ทนต่อการสึก และสามารถใช้ภายในร่างกายได้อย่างปลอดภัย ปัจจุบันเทคโนโลยีการผ่าตัดได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวและกลับมาใช้งานข้อเข่าได้
อ่านข้อมูลราคาผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเพิ่มเติมได้ที่ : ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม 150,000 บาท ที่โรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ ความคุ้มค่าที่เราให้คุณ

การดูแลตัวเองหลังรักษาข้อเข่าเสื่อมมีความสำคัญในการช่วยยืดอายุการใช้งานของข้อเข่า ป้องกันการบาดเจ็บซ้ำ และช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้อย่างเหมาะสม
ควรทำกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์และนักกายภาพบำบัด โดยเน้นการยืดเหยียดข้อเข่าและบริหารกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า เพื่อช่วยลดอาการตึง ขัด เพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวของข้อเข่า และเสริมความมั่นคงรอบข้อต่อ
ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น อาหารที่อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 (เช่น ปลาทะเลน้ำลึก) ผักใบเขียวเข้ม ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง รวมถึงอาหารที่มีวิตามินดีและแคลเซียม เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกรอบข้อเข่า
เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้น ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมต่อไปนี้
ข้อเข่าเสื่อมเป็นภาวะที่อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวและการใช้ชีวิตประจำวัน แนวทางการรักษาข้อเข่าเสื่อมจึงควรพิจารณาตามระดับความรุนแรงของอาการและสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย ตั้งแต่การปรับพฤติกรรม การรักษาโดยไม่ผ่าตัด ไปจนถึงการผ่าตัดในกรณีที่จำเป็น
โรงพยาบาลเอส สไปน์ แอนด์ จอยท์ (S Spine and Joint Hospital) ดูแลผู้มีปัญหาข้อเข่า ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัยด้วย MRI การรักษาโดยไม่ผ่าตัด ไปจนถึงการผ่าตัด โดยแพทย์เฉพาะทางร่วมวางแผนการรักษาให้เหมาะกับอาการและสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อให้กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม
ช่องทางการติดต่อ
การรับประทานยารักษาข้อเข่าเสื่อมหรือยาแก้ปวดข้อเข่า ช่วยบรรเทาอาการปวดและลดการอักเสบของข้อเข่าได้ แต่ไม่สามารถทำให้กระดูกอ่อนที่สึกหรอแล้วกลับมาสมบูรณ์ดังเดิมได้ การรับประทานยาจึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาเพื่อช่วยควบคุมอาการและชะลอการดำเนินของโรค
โรคข้อเข่าเสื่อมมักพบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม สามารถเริ่มป้องกันข้อเข่าเสื่อม ได้ตั้งแต่วัยหนุ่มสาว ด้วยการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เพิ่มภาระให้ข้อเข่า และออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อรอบเข่าอย่างสม่ำเสมอ
การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า เป็นการเติมสารหล่อลื่นเพื่อช่วยลดการเสียดสีและรองรับแรงกระแทกภายในข้อเข่า ส่วนการฉีดสเตียรอยด์เป็นการใช้ยาที่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ เพื่อบรรเทาอาการปวดและอักเสบในระยะสั้น