top of page
MRI กับความสำคัญการค้นหาอาการปวดหลัง ปวดคอ
“การวินิจฉัยให้แม่นยำตั้งแต่แรกเริ่ม คือจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้วางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุด” และเครื่องมือที่มีบทบาทอย่างมากในกระบวนการนี้ คือ MRI (Magnetic Resonance Imaging)
ทำไม MRI จึงมีความสำคัญในการวินิจฉัยโรคกระดูกสันหลัง?
อาการปวดหลังร้าวลงขา หรือคอร้าวลงแขน มักเกี่ยวข้องกับภาวะเส้นประสาทถูกกดทับ ซึ่งอาจเกิดจากหมอนรองกระดูกปลิ้น, ความเสื่อมของข้อต่อ, การเคลื่อนของข้อกระดูกสันหลัง หรือโพรงประสาทตีบแคบจากอายุที่มากขึ้น การใช้ MRI เข้ามาช่วยตรวจโครงสร้างเหล่านี้ สามารถให้ภาพที่ละเอียด ครอบคลุมทั้งเนื้อเยื่อ เส้นประสาท หมอนรองกระดูก และกระดูกสันหลัง
อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุด มักไม่ได้อาศัยเพียง MRI อย่างเดียว แต่ต้องทำควบคู่กับการตรวจ X-ray ด้วย เพราะ X-ray ช่วยให้เห็นโครงสร้างกระดูกในภาพรวม เช่น ความโค้งของกระดูกสันหลัง หรือการเคลื่อนของข้อกระดูก การใช้ทั้งสองวิธีร่วมกันจึงช่วยให้แพทย์วิเคราะห์อาการและต้นเหตุของความเจ็บปวดได้
จากข้อมูลทางการแพทย์ยืนยันว่า MRI มีความแม่นยำมากกว่า 97% ในการตรวจหาความผิดปกติที่เกี่ยวกับโครงสร้างกระดูกสันหลังและระบบประสาท จึงเป็นเครื่องมือที่แพทย์เฉพาะทางเลือกใช้เมื่อต้องวินิจฉัยผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรัง หรือสงสัยว่ามีเส้นประสาทถูกกดทับ
📚4 โรคฮิตของคน “ปวดคอ” รู้ก่อนป้องกันได้
📚“ปวดหลัง” แต่ทำไม “ร้าวลงขา”
MRI แม่นยำ ปลอดภัยสูง
MRI ไม่ใช่การตรวจด้วยรังสี แต่ใช้คลื่นแม่เหล็กในการสร้างภาพ จึงปลอดภัยกว่าการทำ X-ray หรือ CT Scan และไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับร่างกาย แต่ยกเว้นในกรณีผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่มีอุปกรณ์โลหะฝังในร่างกาย หรือเครื่องกระตุ้นหัวใจ ที่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำ MRI
การตรวจ MRI ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่หลาย คนเข้าใจ บรรยากาศภายในห้องตรวจมีความปลอดภัยสูง และสามารถสื่อสารกับเจ้าหน้าที่เทคนิคเฉพาะทางได้ตลอดเวลา ซึ่งที่โรงพยาบาล เอส สไปน์ แอนด์ จอยท์ มี MRI ให้เลือกทั้งแบบนอนมาตรฐาน และ MRI แบบยืน สำหรับกรณีที่ต้องการประเมินภาวะในขณะผู้ป่วยอยู่ในท่าทางที่เกิดอาการจริง
MRI แบบนอน ความละเอียดสูง แม่นยำ มาตรฐานสากล
MRI แบบนอน ที่โรงพยาบาล เอส สไปน์ แอนด์ จอยท์ เป็นเครื่องมาตรฐาน ให้ภาพคมชัดสูง เทคโนโลยีวินิจฉัยด้วยคลื่นวิทยุร่วมกับสนามแม่เหล็กแรงสูง สร้างภาพโครงสร้างและอวัยวะภายในในรูปแบบ 3 มิติ ให้ภาพที่คมชัดและความละเอียดสูง ทั้งในส่วนเนื้อเยื่อ เส้นประสาท กล้ามเนื้อ ไขสันหลัง กระดูกสันหลัง และข้อกระดูก ช่วยให้แพทย์สามารถตรวจความผิดได้ชัดเจน
โดยเฉพาะในกรณีที่แพทย์ต้องการวางแผนการรักษาอย่างเฉพาะเจาะจง เช่น ตำแหน่งที่มีการปลิ้นของหมอนรองกระดูก หรือระดับความตีบแคบของโพรงประสาท การตรวจใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง สามารถให้แพทย์วินิจฉัยได้ทันที

Standing MRI: ทางเลือกเสริมเมื่อต้องการเห็นภาพในท่าทางจริง
สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเฉพาะเวลายืน เดิน หรือลงน้ำหนัก MRI แบบยืน (Standing MRI) เป็นอีกทางเลือกที่เหมาะสม เพราะสามารถวินิจฉัยในสภาพที่ใกล้เคียงกับขณะเกิดอาการจริง โดยเฉพาะภาวะข้อเคลื่อนหรือกระดูกสันหลังไม่มั่นคงที่อาจไม่ปรากฏชัดในท่านอน MRI แบบยืน จึงช่วยให้แพทย์เห็นภาพของการเคลื่อนไหวและแรงกดในขณะที่ผู้ป่วยอยู่ในท่าทางธรรมชาติจริงได้ดีขึ้น
นอกจากนี้ MRI แบบยืน (Standing MRI) ยังเหมาะกับผู้ที่มีภาวะกลัวที่แคบ เนื่องจากลักษณะการตรวจเปิดโล่งมากกว่าแบบอุโมงค์ ช่วยลดความรู้สึกอึดอัด และทำให้การตรวจเป็นไปอย่างราบรื่น

แพทย์แนะนำ: เลือก MRI แบบไหน ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย
การเลือกใช้ MRI ไม่ว่าจะเป็นแบบอุโมงค์หรือแบบยืน ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยเป็นหลัก หากแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังต้องการภาพที่มีความละเอียดสูง เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนการผ่าตัดที่แม่นยำ MRI แบบนอนจะตอบโจท ย์ได้ดีกว่า ในขณะที่ MRI แบบยืนเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเฉพาะขณะเคลื่อนไหว หรือเมื่อต้องการประเมินการกดทับที่เกิดขึ้นเฉพาะในบางท่าทาง เพื่อให้เห็นอาการหรือการกดทับจริง
📚MRI แบบยืน ปลดล็อกคนกลัวที่แคบ ค้นหาสาเหตุปวดหลังและโรคกระดูกสันหลัง
📚รักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท โรคยอดฮิตของคนปวดหลัง
ดังนั้น การเลือกเครื่อง MRI ที่เหมาะสมจึงเป็นขั้นตอนสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่ช่วยระบุว่ามีความผิดปกติหรือไม่ แต่ยังสามารถบอกถึง “ระดับความรุนแรง” และ “ตำแหน่งที่ชัด” ของรอยโรค ได้อย่างแม่นยำ จึงช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาที่ถูกต้อง
เพราะเราเชื่อว่า ทางออกที่ดีที่สุดของการรักษา คือ การรู้ต้นเหตุของปัญหาอาการปวด ที่ โรงพยาบาลเอส แอนด์ จอยท์ เราจึงให้ความสำคัญกับการค้นหาสาเหตุ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันส มัยระดับสากล เพื่อให้การรักษาอาการปวดมีประสิทธิภาพ และให้คนไข้หายอย่างยั่งยืน
bottom of page
