top of page

อันตรายจากหินปูนงอกเกาะกระดูกสันหลัง กดทับเส้นประสาท และกระดูกสันหลัง

คลังความรู้

หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า “หินปูนงอก” หรือ “กระดูกงอก” เวลาฟังแล้วอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ในความเป็นจริง หากหินปูนเหล่านี้มาการงอกและไปเกาะอยู่ผิดที่ โดยเฉพาะในกระดูกสันหลัง อาจก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดเรื้อรัง จนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันได้

ภาวะนี้ทางการแพทย์เรียกว่า Bone Spurs หรือ Osteophytes เกิดขึ้นเมื่อกระดูกมีความเสื่อม แตก หัก หรือเสียหาย ร่างกายพยายามซ่อมแซมด้วยการดึงแคลเซียมมาเติมเต็ม แต่แทนที่จะกลับมาเป็นปกติ กลับกลายเป็นก้อนแข็ง ๆ งอกออกมาเหมือนหินเกาะอยู่ที่กระดูก

 

หินปูนงอก อันตรายจริงหรือไม่?

 

โดยทั่วไปแล้ว การที่กระดูกงอกขึ้นมาเป็นเพียงกลไกธรรมชาติของร่างกายในการซ่อมแซม แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อก้อนหินปูนนั้นไปกดทับเส้นประสาทหรือเนื้อเยื่อสำคัญ ผลที่ตามมา  คืออาการปวดแบบร้าวลึก จนบางครั้งเหมือนไฟฟ้าช็อต และอาจมีอาการชาร่วมด้วย

ถ้าเกิดขึ้นที่กระดูกสันหลัง อาการที่ตามมามักไม่ใช่เพียงปวดหลังธรรมดา แต่จะปวดร้าวลงแขนหรือขา เดินไม่ถนัด นั่งก็เจ็บ ลุกยืนก็ไม่สะดวก และหากปล่อยไว้นานโดยไม่ได้รักษา อาจถึงขั้นทำให้แขนขาอ่อนแรง หรือบางส่วนของร่างกายไม่สามารถใช้งานได้อย่างปกติ

 

 

อาการที่ควรสังเกต

 

ผู้ป่วยหลายคนมีอาการที่ต้องมาพบแพทย์ เพราะอาการเริ่มแรกคิดว่าแค่กล้ามเนื้ออักเสบจากการ นั่งทำงาน หรือออกกำลังกายหนัก ๆ แต่พอเวลาผ่านไปกลับปวดมากขึ้น บางคนรู้สึกเหมือนมีอะไรทิ่มอยู่ข้างใน ยิ่งถ้าอาการปวดร้าวลงขา ปวดร้าวลงแขน หรือมีอาการชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง นั่นคือสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

การสังเกตจากภายนอกอาจทำได้ยาก เพราะหินปูนงอกไม่ได้โผล่ออกมาให้เห็นเสมอไป วิธีที่แน่นอนคือการตรวจภาพถ่ายทางการแพทย์ เช่น X-ray, CT Scan หรือ MRI ซึ่งจะช่วยให้แพทย์เห็นชัดเจนว่ามี  กระดูกงอกผิดปกติและไปกดทับเส้นประสาทหรือไม่

 

 

📚 มาเช็กกระดูกสันหลังกันเถอะ

📚 MRI แบบยืน ค้นหาสาเหตุของคนปวดหลัง


ภาวะหินปูนงอกพบได้ในทุกเพศทุกวัย แต่กลุ่มที่เสี่ยงมากเป็นพิเศษ ได้แก่ :

• ผู้สูงอายุ ที่มีกระดูกเสื่อมตามวัย โดยเฉพาะคนอายุเกิน 60 ปี

• ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง ทำให้การเก็บแคลเซียมของกระดูกลดลงด้วย

• วัยทำงาน ที่นั่งนาน ไม่ค่อยขยับ หรือมีอาการออฟฟิศซินโดรม

• วัยรุ่นและนักกีฬา ที่ใช้งานร่างกายหนักหรือเจอแรงกระแทกซ้ำ ๆ ทำให้ข้อต่อผิดรูปและกระดูกงอกขึ้นมาได้

nongyao.jpg

วิธีรักษาที่แพทย์แนะนำ

 

เมื่อพูดถึงการรักษา หลายคนอาจคิดถึงการกินยาเพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้วแนวทางรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ

• ระยะเริ่มต้น อาจใช้ยาลดอักเสบและกายภาพบำบัดเพื่อบรรเทาอาการ

• หากมีการกดทับเส้นประสาทชัดเจน การผ่าตัดถือเป็นวิธีรักษาที่ตรงจุดที่สุด ปัจจุบัน ที่โรงพยาบาลเอส สไปน์ แอนด์ จอยท์ เลือกวิธีการรักษาโดยใช้เทคโนโลยีเฉพาะทาง ที่ทันสมัย   เช่น การรักษาส่องกล้อง (Minimally Invasive Surgery: MIS) ที่ใช้แผลเล็กเพียง 0.5 เซนติเมตร ผู้ป่วยเสียเลือดน้อย เจ็บตัวน้อย และฟื้นตัวได้เร็ว

เพราะเป้าหมายของการรักษาไม่ใช่เพียงตัดหินปูนที่งอกออก แต่คือการทำให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติอีกครั้ง”

 

ดูแลและป้องกันได้อย่างไร?

 

แม้หินปูนงอกจะเกี่ยวข้องกับความเสื่อมตามวัย แต่การป้องกันก็ยังทำได้ โดยเฉพาะในช่วงวัยเด็กและวัยทำงาน

• รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมเพียงพอ ก่อนอายุ 30 ปี เพื่อสร้างความแข็งแรงสูงสุดของกระดูก

• ออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่มีแรงกดต่อกระดูก เช่น เดิน วิ่ง หรือยกน้ำหนักเบา ๆ ซึ่งช่วยให้กระดูกเก็บแคลเซียมได้ดีขึ้น

• ปรับท่าทางการทำงาน ไม่ก้ม ยกของผิดท่า หรือนั่งนานโดยไม่ขยับ

• ตรวจสุขภาพกระดูกเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนและผู้สูงอายุ

 

 



หินปูนงอกเกาะกระดูกสันหลังอาจเริ่มจากอาการเล็ก ๆ ที่หลายคนมองข้าม แต่หากปล่อยทิ้งไว้ อาจส่งผลร้ายแรงต่อคุณภาพชีวิต การตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ 

“สุขภาพกระดูกสันหลังไม่ใช่เรื่องไกลตัว ยิ่งดูแลเร็วเท่าไร ก็ยิ่งรักษาคุณภาพชีวิตได้ยาวนานเท่านั้น”


bottom of page