รักษากระดูกสันหลัง ปวดหลังจากโรคหมอนรองกระดูก Spinal Disc Herniation


กระดูกสันหลังเป็นส่วนที่มีการเคลื่อนไหวมาก และต้องรับน้ำหนักมากที่สุด จึงเกิดการเสื่อมหรือแตกปลิ้นได้บ่อยกว่าในส่วนกระดูกสันหลังในระดับอื่นๆ
กระดูกสันหลังเป็นส่วนที่มีการเคลื่อนไหวมาก และต้องรับน้ำหนักมากที่สุด จึงเกิดการเสื่อมหรือแตกปลิ้นได้บ่อยกว่าในส่วนกระดูกสันหลังในระดับอื่นๆ
ข้อมูลทั่วไป
รักษากระดูกสันหลัง ปวดหลังจากโรคหมอนรองกระดูกสันหลัง | Back Pain, Spinal Disc Herniation
หมอนรองกระดูกสันหลัง (Intervertebral disc) ของมนุษย์นั้น มีลักษณะเป็นรูปทรงสั้นๆ มีความสูงประมาณ 1 ใน 4 ของความยาวของข้อกระดูกสันหลัง (ประมาณ 6-8 มม.) องค์ประกอบแบ่งเป็น 3 ชุด คือ
-
ส่วนที่อยู่บริเวณศูนย์กลาง จะมีลักษณะอ่อนนุ่ม คล้ายกับเจลลี่
-
ส่วนที่อยู่โดยรอบ มีลักษณะเป็นพังผืด ซึ่งจะมีความยืดหยุ่นอยู่บ้าง
-
ส่วนที่ยึดติดกับข้อกระดูกสันหลัง จะ มีลักษณะคล้ายกระดูกอ่อนโครงสร้างทั้ง 3 ส่วนนี้ มีน้ำเป็นส่วนประกอบเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้หมอนรองกระดูกสันหลังทำหน้าที่ช่วยรับแรงที่เกิดขึ้น และช่วยในการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลัง
อาการปวดหลัง (Back pain) จากโรคหมอนรองกระดูกสันหลัง พบได้บ่อยทั้งเพศหญิง เพศชาย พบบ่อยที่กระดูกสันหลังส่วนระดับเอวล่างๆ (Low back) ทั้งนี้เนื่องจากเป็นกระดูกสันหลังส่วนที่มีการเคลื่อนไหวมาก และต้องรับน้ำหนักมากที่สุด จึงเกิดอาการเสื่อม หรือแตกปริ้นของหมอนรองกระดูกได้บ่อยกว่ากระดูกสันหลังในระดับอื่นๆ

อาการปวดหลังจากโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเกิดขึ้นอย่างไร
เมื่ออายุมากขึ้นจะมีการเปลี่ยนแปลง ต่อโครงสร้าง หมอนรองกระดูกสันหลัง ทั้ง 3 ส่วน โดยส่วนที่มีปริมาณของน้ำลดลง และเกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี ส่งผลให้ความสูงของหมอนรองกระดูกสันหลังลดลงความสามารถในการรับแรงกระแทกลดลง มีการฉีกขาดของเนื้อเยื้อ พังผืดที่อยู่โดยรอบทั้งในแนวเส้นรอบวง และตามแนวรัศมีที่ทำให้ส่วนที่อยู่ใจกลางแตกปลิ้นออกมาตามรอยฉีกขาดของส่วนที่เป็นพังผืดได้ ซึ่งหมอนรองกระดูกสันหลังที่ปลิ้นออกมานี้ จะไปรบกวนหรือกดเบียดทับเส้นประสาท ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลัง ปวดสะโพกร้าวลงขา
อะไรคือปัจจัยเสี่ยงของปวดหลังจากโรคหมอนรองกระดูกสันหลัง
ปัจจัยหลายประการที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงของหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมได้แก่
-
อายุที่สูงขึ้น
-
พันธุกรรม
-
การขาดสารอาหาร
-
การสูบบุหรี่
-
โรคเบาหวาน
-
แรงกระทำต่อหมอนรองกระดูกสันหลัง
ปวดหลังจากโรคหมอนรองกระดูกสันหลังมีอาการอย่างไร
โดยปกติผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการปวดหลังนำมาก่อน อาจมีประวัติหกล้ม หรือยกของหนัก ส่วนใหญ่จะมีอาการปวดสะโพกร้าวลงไปด้านหลังของต้นขา น่องจนถึงหลังเท้า หรือฝ่าเท้า ในขณะยืนก้มหลัง ซึ่งเป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด อาการปวดเพิ่มขึ้นเวลาไอ หรือจาม หรือยกของหนัก นั่ง หรือยืนนานไม่ได้เพราะอาการปวด
ท่าเดินผิดปกติ บางรายจะมีอาการชาที่ขา และ/หรือ เท้าและ/ หรือกล้ามเนื้อขาและ/ หรือเท่าอ่อนแรง ถ้ามีอาการรุนแรง จะควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะ และอุจจาระลำบาก
เมื่อปวดหลัง จะมีวิธีการดูแลรักษาเบื้องต้นอย่างไร
การรักษากระดูกสันหลังเบื้องต้นของการปวดหลังจากโรคหมอนรองกระดูกสันหลัง ที่สำคัญได้แก่
-
หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เกิดอาการปวด ได้แก่ การนั่ง หรือการยืน ติดต่อกันเป็นเวลานาน
-
งดเว้นกิจกรรมหรือเล่นกีฬา ที่ทำให้เกิดแรงกระทำต่อหลังมากๆ เช่น ก้มหลัง หรือยกของ
-
กินยาแก้ปวด เช่น ยาพาราเซตามอล (Paracetamaol)

เมื่อปวดหลัง จะมีวิธีการดูแลรักษาเบื้องต้นอย่างไร
การรักษากระดูกสันหลังเบื้องต้นของการปวดหลังจากโรคหมอนรองกระดูกสันหลัง ที่สำคัญได้แก่
-
หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เกิดอาการปวด ได้แก่ การนั่ง หรือการยืน ติดต่อกันเป็นเวลานาน
-
งดเว้นกิจกรรมหรือเล่นกีฬา ที่ทำให้เกิดแรงกระทำต่อหลังมากๆ เช่น ก้มหลัง หรือยกของ
-
กินยาแก้ปวด เช่น ยาพาราเซตามอล (Paracetamaol)

เมื่อใดที่ควรไปพบแพทย์
ควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้
-
ถ้าไม่สามารถคุมการขับถ่ายปัสสาวะ และอุจจาระได้ ต้องไปพบแพทย์ทันที โดยเร็วที่สุด
-
มีอาการชาหลังเท้า หรือฝ่าเท้า ไม่สามารถกระดกข้อเท้า กระดกนิ้วหัวแม่เท้า หรืองอนิ้วหัวแม่เท้าได้เต็มที่เท่ากับเท้าอีกข้างหนึ่ง
-
อาการปวดหลังรุนแรง ไม่ทุเลาลงหลังการดูแลเบื้องต้นนาน 4 สัปดาห์

แพทย์วินิจฉัยปวดหลังจากโรคหมอนรองกระดูกสันหลังอย่างไร
แพทย์วินิจฉัยอาการปวดหลังจากโรคหมอนรองกระดูกสันหลังโดยอาศัยสิ่งต่อไปนี้ คือ
-
ข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วย ได้แก่ อายุ เพศ รูปร่าง ประวัติอาการของผู้ป่วย ก็สามารถวินิจฉัยได้เป็นส่วนใหญ่
-
ตรวจร่างกาย พบว่าผู้ป่วยมีอาการปวดสะโพกร้าวลงขา เลยเข่าจนถุงบริเวณน่อง หลังเท้าหรือฝ่าเท้า ไม่มาสามารถกระดกข้อเท้า กระดกนิ้วหัวแม่เท้า หรืองอนิ้วหัวแม่เท้าได้เต็มที่เท่ากับเท้าอีกข้างหนึ่ง
-
ภาพเอกซเรย์กระดูกสันหลัง เพื่อดูกระดูกสันหลัง ว่ามีหักหรือเคลื่อน
-
เอกซเรย์สนามแม่เหล็กไฟฟ้า (เอ็มอาร์ไอ/MRI) กระดูกสันหลัง เป็นวิธีการวินิจฉัยที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน สามารถดูพยาธิสภาพหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นชัดเจน และสามารถดูเนื้อเยื่อเส้นประสาทได้ชัดเจน
-
การตรวจเลือดและการตรวจอื่นๆไม่มีความจำเป็น และไม่ช่วยในการวินิจฉัย
แพทย์มีวิธีการรักษาปวดหลังจากโรคหมอนรองกระดูกสันหลังอย่างไร ค่ารักษาแพงหรือไม่
1.การรักษาโดยไม่ใช้ยา
ประกอบไปด้วย
-
ในระยะเฉียบพลัน (2 สัปดาห์ แรกหลังจากมีอาการปวด )ควรหลีกเลี่ยงกิจกรมที่ทำให้อาการปวดหลังรุนแรงขึ้น หลีกเลี่ยงการนอนพักนานๆหลายวัน ถ้ามีอาการปวดหลังมาก อาจให้นอนพักไม่เกิน 48 ชั่วโมง และทำกิจวัติประจำวันตามปกติ เท่าที่สามารถทำได้
-
ในระยะกึ่งเฉียบพลัน และระยะเรื้อรัง (เกิน2 สัปดาห์ขึ้นไป ) การรักษาที่มีหลักฐานวิจัยว่า มีประสิทธิผลได้แก่ การออกำลังกาย การรักษากระดูกสันหลังทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูหลายสาขา(กายภาพบำบัด) ส่วนการรักษาที่อาจมีผลเพียงเล็กน้อย หรือไม่มีประสิทธิผล ประกอบด้วย การประคบความร้อน และความเย็น การนวดโดยใช้คลื่น อัลตร้าซาวด์ การฝังเข็ม เลเซอร์ การดึงหลัง การสวมเสื้อพยุงเอว
2.การรักษาด้วยยา
-
ในระยะเฉียบพลันรักษาด้วยยาแก้ปวด พาราเซตามอล (Parasatamal) เป็นตัวเลือกอันดับแรก เพราะมีประสิทธิผลใกล้เคียงยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ แต่มีความปลอดภัยกว่าและราคาถูก แต่จะใช้ยาต้านการอักเสบ ที่ไม่ใช่สเตียรอยด์เมื่อใช้ พาราเซตามอลไม่ได้ผล ซึ่งข้อห้ามใช้ยากลุ่มนี้ คือผู้ป่วยที่มีโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ โรคตับ โรคไต ซึ่งเป็นข้อห้ามใช้นอกจากนั้น คือ ยาคลายกล้ามเนื้อ
-
ในระยะกึ่งเฉียบพลัน และเรื้อรัง รักษาด้วยยาแก้ปวด พาราเซตามอล ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาต้านซึมเศร้าอาจช่วยในอาการปวดร้าว ลงขาดีขึ้น
3.การฉีดบรรเทาอาการปวดเข้าในช่องเหนือถุงหุ้มไขสันหลัง
ช่วยลดอาการปวดร้าวลงขา ข้อบ่งชี้ คือเมื่อไม่ตอบสนอง ต่อการรักษาด้วย 2 วิธีแรก แล้วไม่น้อยกว่า 4-6 สัปดาห์ โดยอยู่ในความดูแลของแพทย์
4.การทำหัตถการเพื่อเอาหมอนรองกระดูกสันหลังออกบางส่วนผ่านผิวหนัง
เป็นวิธีการเอาหมอนรองกระดูกสันหลังออกโดยใช้สารเคมี ความร้อน ความถี่คลื่นวิทยุ เลเซอร์ อุปกรณ์ปั่นและดูดเนื้อหมอนรองกระดูกสันหลังหรือรวมทั้งการใช้กล้องส่องผ่านผิวหนังเข้าไปเอาหมอนรองกระดูกสันหลังออกบางส่วน ข้อบ่งชี้ คือ เมื่อไม่ตอบสนองต่อการรักษากระดูกสันหลังด้วย 2 วิธีแรก ไม่น้อยกว่า 6 สัปดาห์ และเป็นหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นขนาดเล็ก หรือปานกลาง ไม่มีชิ้นย่อยออกมา หรือมี พังผืดติดกับรากประสาท หรือมีช่องกระดูกสันหลังตีบ หรือมีตัวกระดูกสันหลังเคลื่อนผิดที่ร่วมด้วย โอกาสประสบความสำเร็จจากการรักษา ด้วยวิธีนี้เฉลี่ย 90-95 %
5.การผ่าตัดเอาหมอนรองกระดูกสันหลังออก
แบ่งย่อยเป็น 2 วิธี คือ
-
โดยวิธีเปิดแผลเล็ก แผลจะมีขนาดประมาณ 5 เซ็นติเมตร
-
และโดยวิธีเปิดแผลผ่าตัด ตามวิธีมาตรฐาน แผลจะมีขนาดประมาณ 5-7 เซ็นติเมตร
สามารถรักษาหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นทุกชนิด ประสิทธิผลสูงสุด เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีอื่นๆ ข้อบ่งชี้คือเมื่อไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วย 2 วิธีแรก ไม่น้อยกว่า 6 สัปดาห์ โอกาสประสบผลสำเร็จจากการรักษาด้วยวิธีนี้เฉลี่ยมากกว่า 90 เปอร์เซ็น
แผลเล็ก เสียเลือดน้อย
ไม่ต้องผ่าตัดแบบเปิดใช้เข็มขนาดเล็ก 1 มิลลิเมตร เจาะเข้าสู่บริเวณที่มีปัญหาทำให้แผลมีขนาดเล็กมาก เสียเลือดน้อย
02-034-08086. การรักษากระดูกสันหลังโดยหลีกเลี่ยงการผ่าตัด
เลเซอร์คลื่นวิทยุ
วิธีนี้นิยมมากในต่างประเทศเนื่องจากไม่ต้องผ่าตัด มีความเสี่ยงน้อยกว่าวิธีอื่นๆ แผลขนาดเล็กเท่าเข็มฉีดยา (1 มิลิเมตร) โดยการทำงานของเลเซอร์นั้นจะไปให้ความร้อนแก่โครงสร้างของศูนย์กลางหมอนรองกระดูก ที่มีลักษณะเป็นเจลลี่ เมื่อได้รับความร้อนอาการของหมอนรองกระดูกที่กดทับเส้นประสาทสามารถหดกลับได้ (ให้ลองนึกถึงพลาสติกเมื่อโดนความร้อนจะหดตัวได้) วิธีนี้ใช้เวลาในการนอน รพ. 1 คืน เท่านั้น
*ข้อบ่งชี้ - ใช้รักษาในผู้ป่วยหมอนรองกระดูกปลิ้น เคลื่อนกดทับเส้นประสาท

ป้องกันไม่ให้เกิดปวดหลังจากโรคหมอนรองกระดูกสันหลังได้อย่างไร
การป้องกัน ปวดหลังจากโรคหมอนรองกระดูกสันหลัง คือ หลีกเลี่ยงหรือลดปัจจัยเสี่ยง เช่น กิจกรรมที่ทำให้เกิดอาการปวดได้แก่ การนั่งหรือยืนติดต่อกันเป็นเวลานานๆ งดเว้นกิจกรรมหรือเล่นกีฬาที่ทำให้เกิดแรงกระทำต่อหลังมากๆ เช่น ก้มหลังยกของ และบริหารกล้ามเนื้อหลังให้มีความแข็งแรงและยืดหยุ่น ตามแพทย์ และนักกายภาพบำบัดแนะนำ
ป้องกันโรคหมอนรองกระดูกสันหลังได้อย่างไร
เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงสำคัญปัจจัยหนึ่ง ของโรคหมอนรองกระดูก คือ การเสื่อมตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การป้องกันโรคไม่ให้เกิดเต็มร้อย จึงเป็นไปไม่ได้ แต่สามารถช่วยชะลอการเกิดได้ได้ช้าลง และลดความรุนแรงของอาการได้ โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ได้แก่
-
ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกิดโรคอ้วน และน้ำหนักตัวเกิน เพื่อลดแรงกดกระแทก หมอนรองกระดูกจากน้ำหนักตัว
-
ออกกำลังกายอย่างถูกต้อง สม่ำเสมอ
-
รู้จักท่านั่ง ยืน ก้ม ยกของหนักที่ถูกต้อง
-
เลิกบุหรี่ ไม่สูบบุหรี่
-
กินอาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสมในทุกๆ มื้อ
สรุป
อาการปวดหลังจากหมอนรองกระดูกสันหลัง พบได้บ่อยทั้งเพศหญิงและเพศชาย พบได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 20-65 ปีขึ้นไป และจะพบมากในช่วงอายุวัยทำงาน พบบ่อยที่กระดูกสันหลังส่วนเอวระดับล่าง ทั้งนี้เนื่องจากเป็นกระดูกสันหลังส่วนที่มีการเคลื่อนไหวมาก และต้องรับน้ำหนักมากที่สุด จึงเกิดการเสื่อมหรือแตกปลิ้นได้บ่อยกว่าในส่วนกระดูกสันหลังในระดับอื่นๆ
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการปวดหลังนำมาก่อน อาจมีประวัติหกล้ม หรือยกของหนัก ส่วนใหญ่มีอาการปวดสะโพกร้าวลงไปด้านหลังของต้นขา น่องจนถึงหลังเท้า หรือฝ่าเท้าขณะยืนก้มหลังซึ่งเป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด อาการปวดเพิ่มขึ้นเวลาไอหรือจาม หรือยกของหนัก นั่งหรือยืนนานๆไม่ได้ อาจมีอาการชา และกล้ามเนื้ออ่อนแรง
การรักษาเบื้องต้นที่สำคัญ ได้แก่ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เกิดอาการปวด ได้แก่ การนั่ง หรือการยืนติดต่อกันเป็นเวลานานๆ งดเว้นกิจกรรม หรือเล่นกีฬาที่ทำให้เกิดแรงกระทำต่อหลังมากๆเช่น ก้มหลังยกของ
การรักษามีหลายวิธี ขึ้นกับระดับอาการ และความรุนแรงของโรค การรักษาในช่วง 2 สัปดาห์แรก ได้แก่ การรักษากระดูกสันหลังโดยไม่ใช้ยา การรักษาด้วยยา ในช่วงหลัง 2-4 สัปดาห์ เมื่อการรักษาวิธีแรกไม่ได้ผล แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาปรับวิธีการรักษาใหม่ ได้แก่ฉีดยาบรรเทาอาการปวดเข้าในช่องเหนือถุงหุ้มไขสันหลัง การทำหัตถการ เพื่อเอาหมอนรองกระดูกสันหลังออกบางส่วนทางผิวหนัง การใช้เลเซอร์เลี่ยงการผ่าตัด รักษาหมอนรองกระดูกปลิ้นทับเส้นประสาท การผ่าตัดส่องกล้อง ซึ่งเป็นวิธีที่สามารถรักษาหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นทุกชนิด และมีประสิทธิผลสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีอื่นๆ
แชร์