รักษากระดูกสันหลัง ปวดหลังจากโรคหมอนรองกระดูก Spinal Disc Herniation

bg object1bg object2

กระดูกสันหลังเป็นส่วนที่มีการเคลื่อนไหวมาก และต้องรับน้ำหนักมากที่สุด จึงเกิดการเสื่อมหรือแตกปลิ้นได้บ่อยกว่าในส่วนกระดูกสันหลังในระดับอื่นๆ

กระดูกสันหลังเป็นส่วนที่มีการเคลื่อนไหวมาก และต้องรับน้ำหนักมากที่สุด จึงเกิดการเสื่อมหรือแตกปลิ้นได้บ่อยกว่าในส่วนกระดูกสันหลังในระดับอื่นๆ

ข้อมูลทั่วไป 

 

รักษากระดูกสันหลัง ปวดหลังจากโรคหมอนรองกระดูกสันหลัง | Back Pain, Spinal Disc Herniation 

 

หมอนรองกระดูกสันหลัง (Intervertebral disc) ของมนุษย์นั้น มีลักษณะเป็นรูปทรงสั้นๆ มีความสูงประมาณ 1 ใน 4 ของความยาวของข้อกระดูกสันหลัง (ประมาณ 6-8 มม.) องค์ประกอบแบ่งเป็น 3 ชุด คือ 

 

  • ส่วนที่อยู่บริเวณศูนย์กลาง จะมีลักษณะอ่อนนุ่ม คล้ายกับเจลลี่ 

  • ส่วนที่อยู่โดยรอบ มีลักษณะเป็นพังผืด ซึ่งจะมีความยืดหยุ่นอยู่บ้าง 

  • ส่วนที่ยึดติดกับข้อกระดูกสันหลัง จะ มีลักษณะคล้ายกระดูกอ่อนโครงสร้างทั้ง 3 ส่วนนี้ มีน้ำเป็นส่วนประกอบเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้หมอนรองกระดูกสันหลังทำหน้าที่ช่วยรับแรงที่เกิดขึ้น และช่วยในการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลัง 

 

อาการปวดหลัง (Back pain) จากโรคหมอนรองกระดูกสันหลัง พบได้บ่อยทั้งเพศหญิง เพศชาย พบบ่อยที่กระดูกสันหลังส่วนระดับเอวล่างๆ (Low back) ทั้งนี้เนื่องจากเป็นกระดูกสันหลังส่วนที่มีการเคลื่อนไหวมาก และต้องรับน้ำหนักมากที่สุด จึงเกิดอาการเสื่อม หรือแตกปริ้นของหมอนรองกระดูกได้บ่อยกว่ากระดูกสันหลังในระดับอื่นๆ 

 

 

 

 

อาการปวดหลังจากโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเกิดขึ้นอย่างไร 

 

เมื่ออายุมากขึ้นจะมีการเปลี่ยนแปลง ต่อโครงสร้าง หมอนรองกระดูกสันหลัง ทั้ง 3 ส่วน โดยส่วนที่มีปริมาณของน้ำลดลง และเกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี ส่งผลให้ความสูงของหมอนรองกระดูกสันหลังลดลงความสามารถในการรับแรงกระแทกลดลง มีการฉีกขาดของเนื้อเยื้อ พังผืดที่อยู่โดยรอบทั้งในแนวเส้นรอบวง และตามแนวรัศมีที่ทำให้ส่วนที่อยู่ใจกลางแตกปลิ้นออกมาตามรอยฉีกขาดของส่วนที่เป็นพังผืดได้ ซึ่งหมอนรองกระดูกสันหลังที่ปลิ้นออกมานี้ จะไปรบกวนหรือกดเบียดทับเส้นประสาท ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลัง ปวดสะโพกร้าวลงขา

 

 

อะไรคือปัจจัยเสี่ยงของปวดหลังจากโรคหมอนรองกระดูกสันหลัง 

 

ปัจจัยหลายประการที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงของหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมได้แก่ 

 

  • อายุที่สูงขึ้น 

  • พันธุกรรม 

  • การขาดสารอาหาร 

  • การสูบบุหรี่ 

  • โรคเบาหวาน 

  • แรงกระทำต่อหมอนรองกระดูกสันหลัง 

 

 

ปวดหลังจากโรคหมอนรองกระดูกสันหลังมีอาการอย่างไร 

 

โดยปกติผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการปวดหลังนำมาก่อน อาจมีประวัติหกล้ม หรือยกของหนัก ส่วนใหญ่จะมีอาการปวดสะโพกร้าวลงไปด้านหลังของต้นขา น่องจนถึงหลังเท้า หรือฝ่าเท้า ในขณะยืนก้มหลัง ซึ่งเป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด อาการปวดเพิ่มขึ้นเวลาไอ หรือจาม หรือยกของหนัก นั่ง หรือยืนนานไม่ได้เพราะอาการปวด 

 

ท่าเดินผิดปกติ บางรายจะมีอาการชาที่ขา และ/หรือ เท้าและ/ หรือกล้ามเนื้อขาและ/ หรือเท่าอ่อนแรง ถ้ามีอาการรุนแรง จะควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะ และอุจจาระลำบาก 

 

 

เมื่อปวดหลัง จะมีวิธีการดูแลรักษาเบื้องต้นอย่างไร 

 

การรักษากระดูกสันหลังเบื้องต้นของการปวดหลังจากโรคหมอนรองกระดูกสันหลัง ที่สำคัญได้แก่ 

 

  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เกิดอาการปวด ได้แก่ การนั่ง หรือการยืน ติดต่อกันเป็นเวลานาน 

  • งดเว้นกิจกรรมหรือเล่นกีฬา ที่ทำให้เกิดแรงกระทำต่อหลังมากๆ เช่น ก้มหลัง หรือยกของ 

  • กินยาแก้ปวด เช่น ยาพาราเซตามอล (Paracetamaol) 

 

 

image1

 

เมื่อปวดหลัง จะมีวิธีการดูแลรักษาเบื้องต้นอย่างไร 

 

การรักษากระดูกสันหลังเบื้องต้นของการปวดหลังจากโรคหมอนรองกระดูกสันหลัง ที่สำคัญได้แก่ 

 

  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เกิดอาการปวด ได้แก่ การนั่ง หรือการยืน ติดต่อกันเป็นเวลานาน 

  • งดเว้นกิจกรรมหรือเล่นกีฬา ที่ทำให้เกิดแรงกระทำต่อหลังมากๆ เช่น ก้มหลัง หรือยกของ 

  • กินยาแก้ปวด เช่น ยาพาราเซตามอล (Paracetamaol) 

 

 

 

 

เมื่อใดที่ควรไปพบแพทย์ 

 

ควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้ 

 

  • ถ้าไม่สามารถคุมการขับถ่ายปัสสาวะ และอุจจาระได้ ต้องไปพบแพทย์ทันที โดยเร็วที่สุด 

  • มีอาการชาหลังเท้า หรือฝ่าเท้า ไม่สามารถกระดกข้อเท้า กระดกนิ้วหัวแม่เท้า หรืองอนิ้วหัวแม่เท้าได้เต็มที่เท่ากับเท้าอีกข้างหนึ่ง 

  • อาการปวดหลังรุนแรง ไม่ทุเลาลงหลังการดูแลเบื้องต้นนาน 4 สัปดาห์ 

 

 

 

 

 

แพทย์วินิจฉัยปวดหลังจากโรคหมอนรองกระดูกสันหลังอย่างไร 

 

แพทย์วินิจฉัยอาการปวดหลังจากโรคหมอนรองกระดูกสันหลังโดยอาศัยสิ่งต่อไปนี้ คือ

 

  • ข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วย ได้แก่ อายุ เพศ รูปร่าง ประวัติอาการของผู้ป่วย ก็สามารถวินิจฉัยได้เป็นส่วนใหญ่ 

  • ตรวจร่างกาย พบว่าผู้ป่วยมีอาการปวดสะโพกร้าวลงขา เลยเข่าจนถุงบริเวณน่อง หลังเท้าหรือฝ่าเท้า ไม่มาสามารถกระดกข้อเท้า กระดกนิ้วหัวแม่เท้า หรืองอนิ้วหัวแม่เท้าได้เต็มที่เท่ากับเท้าอีกข้างหนึ่ง 

  • ภาพเอกซเรย์กระดูกสันหลัง เพื่อดูกระดูกสันหลัง ว่ามีหักหรือเคลื่อน 

  • เอกซเรย์สนามแม่เหล็กไฟฟ้า (เอ็มอาร์ไอ/MRI) กระดูกสันหลัง เป็นวิธีการวินิจฉัยที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน สามารถดูพยาธิสภาพหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นชัดเจน และสามารถดูเนื้อเยื่อเส้นประสาทได้ชัดเจน 

  • การตรวจเลือดและการตรวจอื่นๆไม่มีความจำเป็น และไม่ช่วยในการวินิจฉัย 

 

 

แพทย์มีวิธีการรักษาปวดหลังจากโรคหมอนรองกระดูกสันหลังอย่างไร ค่ารักษาแพงหรือไม่ 

 

1.การรักษาโดยไม่ใช้ยา

 

ประกอบไปด้วย 

 

  • ในระยะเฉียบพลัน (2 สัปดาห์ แรกหลังจากมีอาการปวด )ควรหลีกเลี่ยงกิจกรมที่ทำให้อาการปวดหลังรุนแรงขึ้น หลีกเลี่ยงการนอนพักนานๆหลายวัน ถ้ามีอาการปวดหลังมาก อาจให้นอนพักไม่เกิน 48 ชั่วโมง และทำกิจวัติประจำวันตามปกติ เท่าที่สามารถทำได้

 

  • ในระยะกึ่งเฉียบพลัน และระยะเรื้อรัง (เกิน2 สัปดาห์ขึ้นไป ) การรักษาที่มีหลักฐานวิจัยว่า มีประสิทธิผลได้แก่ การออกำลังกาย การรักษากระดูกสันหลังทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูหลายสาขา(กายภาพบำบัด) ส่วนการรักษาที่อาจมีผลเพียงเล็กน้อย หรือไม่มีประสิทธิผล ประกอบด้วย การประคบความร้อน และความเย็น การนวดโดยใช้คลื่น อัลตร้าซาวด์ การฝังเข็ม เลเซอร์ การดึงหลัง การสวมเสื้อพยุงเอว 

 

2.การรักษาด้วยยา 

 

  • ในระยะเฉียบพลันรักษาด้วยยาแก้ปวด พาราเซตามอล (Parasatamal) เป็นตัวเลือกอันดับแรก เพราะมีประสิทธิผลใกล้เคียงยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ แต่มีความปลอดภัยกว่าและราคาถูก แต่จะใช้ยาต้านการอักเสบ ที่ไม่ใช่สเตียรอยด์เมื่อใช้ พาราเซตามอลไม่ได้ผล ซึ่งข้อห้ามใช้ยากลุ่มนี้ คือผู้ป่วยที่มีโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ โรคตับ โรคไต ซึ่งเป็นข้อห้ามใช้นอกจากนั้น คือ ยาคลายกล้ามเนื้อ 

 

  • ในระยะกึ่งเฉียบพลัน และเรื้อรัง รักษาด้วยยาแก้ปวด พาราเซตามอล ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาต้านซึมเศร้าอาจช่วยในอาการปวดร้าว ลงขาดีขึ้น 

 

3.การฉีดบรรเทาอาการปวดเข้าในช่องเหนือถุงหุ้มไขสันหลัง 

 

ช่วยลดอาการปวดร้าวลงขา ข้อบ่งชี้ คือเมื่อไม่ตอบสนอง ต่อการรักษาด้วย 2 วิธีแรก แล้วไม่น้อยกว่า 4-6 สัปดาห์ โดยอยู่ในความดูแลของแพทย์ 

 

4.การทำหัตถการเพื่อเอาหมอนรองกระดูกสันหลังออกบางส่วนผ่านผิวหนัง 

 

เป็นวิธีการเอาหมอนรองกระดูกสันหลังออกโดยใช้สารเคมี ความร้อน ความถี่คลื่นวิทยุ เลเซอร์ อุปกรณ์ปั่นและดูดเนื้อหมอนรองกระดูกสันหลังหรือรวมทั้งการใช้กล้องส่องผ่านผิวหนังเข้าไปเอาหมอนรองกระดูกสันหลังออกบางส่วน ข้อบ่งชี้ คือ เมื่อไม่ตอบสนองต่อการรักษากระดูกสันหลังด้วย 2 วิธีแรก ไม่น้อยกว่า 6 สัปดาห์ และเป็นหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นขนาดเล็ก หรือปานกลาง ไม่มีชิ้นย่อยออกมา หรือมี พังผืดติดกับรากประสาท หรือมีช่องกระดูกสันหลังตีบ หรือมีตัวกระดูกสันหลังเคลื่อนผิดที่ร่วมด้วย โอกาสประสบความสำเร็จจากการรักษา ด้วยวิธีนี้เฉลี่ย 90-95 % 

 

5.การผ่าตัดเอาหมอนรองกระดูกสันหลังออก 

 

แบ่งย่อยเป็น 2 วิธี คือ 

 

  • โดยวิธีเปิดแผลเล็ก แผลจะมีขนาดประมาณ 5 เซ็นติเมตร 

  • และโดยวิธีเปิดแผลผ่าตัด ตามวิธีมาตรฐาน แผลจะมีขนาดประมาณ 5-7 เซ็นติเมตร 

 

สามารถรักษาหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นทุกชนิด ประสิทธิผลสูงสุด เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีอื่นๆ ข้อบ่งชี้คือเมื่อไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วย 2 วิธีแรก ไม่น้อยกว่า 6 สัปดาห์ โอกาสประสบผลสำเร็จจากการรักษาด้วยวิธีนี้เฉลี่ยมากกว่า 90 เปอร์เซ็น

 

แผลเล็ก เสียเลือดน้อย

ไม่ต้องผ่าตัดแบบเปิดใช้เข็มขนาดเล็ก 1 มิลลิเมตร เจาะเข้าสู่บริเวณที่มีปัญหาทำให้แผลมีขนาดเล็กมาก เสียเลือดน้อย

Call Icon02-034-0808

6. การรักษากระดูกสันหลังโดยหลีกเลี่ยงการผ่าตัด 

 

เลเซอร์คลื่นวิทยุ

 

วิธีนี้นิยมมากในต่างประเทศเนื่องจากไม่ต้องผ่าตัด มีความเสี่ยงน้อยกว่าวิธีอื่นๆ แผลขนาดเล็กเท่าเข็มฉีดยา (1 มิลิเมตร) โดยการทำงานของเลเซอร์นั้นจะไปให้ความร้อนแก่โครงสร้างของศูนย์กลางหมอนรองกระดูก ที่มีลักษณะเป็นเจลลี่ เมื่อได้รับความร้อนอาการของหมอนรองกระดูกที่กดทับเส้นประสาทสามารถหดกลับได้ (ให้ลองนึกถึงพลาสติกเมื่อโดนความร้อนจะหดตัวได้) วิธีนี้ใช้เวลาในการนอน รพ. 1 คืน เท่านั้น 

*ข้อบ่งชี้ - ใช้รักษาในผู้ป่วยหมอนรองกระดูกปลิ้น เคลื่อนกดทับเส้นประสาท 

second image

 

ป้องกันไม่ให้เกิดปวดหลังจากโรคหมอนรองกระดูกสันหลังได้อย่างไร 

 

การป้องกัน ปวดหลังจากโรคหมอนรองกระดูกสันหลัง คือ หลีกเลี่ยงหรือลดปัจจัยเสี่ยง เช่น กิจกรรมที่ทำให้เกิดอาการปวดได้แก่ การนั่งหรือยืนติดต่อกันเป็นเวลานานๆ งดเว้นกิจกรรมหรือเล่นกีฬาที่ทำให้เกิดแรงกระทำต่อหลังมากๆ เช่น ก้มหลังยกของ และบริหารกล้ามเนื้อหลังให้มีความแข็งแรงและยืดหยุ่น ตามแพทย์ และนักกายภาพบำบัดแนะนำ 

 

 

ป้องกันโรคหมอนรองกระดูกสันหลังได้อย่างไร 

 

เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงสำคัญปัจจัยหนึ่ง ของโรคหมอนรองกระดูก คือ การเสื่อมตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การป้องกันโรคไม่ให้เกิดเต็มร้อย จึงเป็นไปไม่ได้ แต่สามารถช่วยชะลอการเกิดได้ได้ช้าลง และลดความรุนแรงของอาการได้ โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ 

 

  • ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกิดโรคอ้วน และน้ำหนักตัวเกิน เพื่อลดแรงกดกระแทก หมอนรองกระดูกจากน้ำหนักตัว 

  • ออกกำลังกายอย่างถูกต้อง สม่ำเสมอ 

  • รู้จักท่านั่ง ยืน ก้ม ยกของหนักที่ถูกต้อง 

  • เลิกบุหรี่ ไม่สูบบุหรี่ 

  • กินอาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสมในทุกๆ มื้อ 

 

 

สรุป 

 

อาการปวดหลังจากหมอนรองกระดูกสันหลัง พบได้บ่อยทั้งเพศหญิงและเพศชาย พบได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 20-65 ปีขึ้นไป และจะพบมากในช่วงอายุวัยทำงาน พบบ่อยที่กระดูกสันหลังส่วนเอวระดับล่าง ทั้งนี้เนื่องจากเป็นกระดูกสันหลังส่วนที่มีการเคลื่อนไหวมาก และต้องรับน้ำหนักมากที่สุด จึงเกิดการเสื่อมหรือแตกปลิ้นได้บ่อยกว่าในส่วนกระดูกสันหลังในระดับอื่นๆ 

 

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการปวดหลังนำมาก่อน อาจมีประวัติหกล้ม หรือยกของหนัก ส่วนใหญ่มีอาการปวดสะโพกร้าวลงไปด้านหลังของต้นขา น่องจนถึงหลังเท้า หรือฝ่าเท้าขณะยืนก้มหลังซึ่งเป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด อาการปวดเพิ่มขึ้นเวลาไอหรือจาม หรือยกของหนัก นั่งหรือยืนนานๆไม่ได้ อาจมีอาการชา และกล้ามเนื้ออ่อนแรง 

 

การรักษาเบื้องต้นที่สำคัญ ได้แก่ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เกิดอาการปวด ได้แก่ การนั่ง หรือการยืนติดต่อกันเป็นเวลานานๆ งดเว้นกิจกรรม หรือเล่นกีฬาที่ทำให้เกิดแรงกระทำต่อหลังมากๆเช่น ก้มหลังยกของ 

 

การรักษามีหลายวิธี ขึ้นกับระดับอาการ และความรุนแรงของโรค การรักษาในช่วง 2 สัปดาห์แรก ได้แก่ การรักษากระดูกสันหลังโดยไม่ใช้ยา การรักษาด้วยยา ในช่วงหลัง 2-4 สัปดาห์ เมื่อการรักษาวิธีแรกไม่ได้ผล แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาปรับวิธีการรักษาใหม่ ได้แก่ฉีดยาบรรเทาอาการปวดเข้าในช่องเหนือถุงหุ้มไขสันหลัง การทำหัตถการ เพื่อเอาหมอนรองกระดูกสันหลังออกบางส่วนทางผิวหนัง การใช้เลเซอร์เลี่ยงการผ่าตัด รักษาหมอนรองกระดูกปลิ้นทับเส้นประสาท การผ่าตัดส่องกล้อง ซึ่งเป็นวิธีที่สามารถรักษาหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นทุกชนิด และมีประสิทธิผลสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีอื่นๆ 

 

อ่านเพิ่มเติม

Share Iconแชร์
Facebook Icon
Line Icon

บริการที่เกี่ยวข้อง

PSCD

PSCD

อาการปวดคอร้าวลงแขน เกิดขึ้นเมื่อเส้นประสาทในบริเวณคอถูกกดทับ ทำให้เกิดความเจ็บปวดร้าวไปยังแขน ปัจจุบันมีผู้ป่วยที่เป็นโรคหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนคอกดทับเส้นประสาท พบว่ามีอายุน้อยลงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันเช่น การใช้คอมพิวเตอร์ หรือการก้มดูโทรศัพท์มือถือในท่าเดิมเป็นเวลานาน การนั่งท่าที่ไม่ถูกต้อง และการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ  
PSLD

PSLD

อาการปวดหลังร้าวลงขา เกิดจากการกดทับเส้นประสาทในบริเวณหลังส่วนล่าง ทำให้เกิดความเจ็บปวดที่ร้าวไปยังขา มักพบมากในวัยทำงาน ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีพฤติกรรมที่ส่งผลให้กระดูกสันหลังเกิดการเสื่อม เช่น การนั่ง หรือยืนในท่าเดิมนานเกินไป การยกของหนักในท่าที่ไม่ถูกต้อง ประสบอุบัติเหตุที่ส่งผลต่อกระดูกสันหลัง และการใช้ร่างกายที่มีแรงกระแทกสูง  
LASER

LASER

โรคหมอนรองกระดูกปลิ้น (Herniated Disc) คือภาวะที่ หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนออกจากตำแหน่งปกติและอาจกดทับเส้นประสาท พบบ่อยบริเวณ กระดูกสันหลังส่วนเอว (L4-L5, L5-S1) เกิดจากการเสื่อมสภาพของหมอนรองกระดูกจากอายุที่มากขึ้น การนั่งนานๆ  ยกของหนักผิดท่า หรือ อุบัติเหตุ  
Full Endo TLIF

Full Endo TLIF

โรคกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท หรือ Spondylolisthesis เกิดจากกระดูกสันหลังข้อใดข้อหนึ่ง เลื่อนออกจากแนวกระดูกปกติไปทางด้านหน้า มักเกิดที่กระดูกสันหลังส่วนล่าง โดยเฉพาะบริเวณ L5-S1  พบบ่อยในผู้สูงอายุ เนื่องจากภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมสภาพ ทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังอ่อนแอลงและเกิดการเคลื่อนที่ออกจากตำแหน่งเดิม  
Endoscopic ACDF

Endoscopic ACDF

การผ่าตัดเปลี่ยนหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนคอ เป็นวิธีการรักษาสำหรับผู้ที่มีภาวะหมอนรองกระดูกคอเสื่อมรุนแรง หรือ ได้หมอนรองกระดูกสันหลังได้รับความเสียหาย จนสูญเสียความสามารถในการรองรับแรงกระแทก หรือ ปลิ้นออกมากดทับเส้นประสาท จนมีอาการปวดร้าวลงแขนและมือ จนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน    
ฉีด Cement

ฉีด Cement

กระดูกสันหลังแตก หัก ยุบ เป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อกระดูกสันหลังอย่างรุนแรง มักเกิดขึ้นจากการเสื่อมของกระดูก  และ อุบัติเหตุ หรือ การบาดเจ็บที่รุนแรง ทำให้เกิดความเจ็บปวดและมีผลต่อการเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างมาก  พบในคนไข้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และมีภาวะกระดูกพรุนร่วมด้วย  
ฉีดยาบล็อกเส้นประสาท SNRB

ฉีดยาบล็อกเส้นประสาท SNRB

ผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังจากการอักเสบของโพรงประสาทและรากประสาท ซึ่งอาจเกิดจาก หมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท หรือข้อต่อกระดูกสันหลังอักเสบ ส่งผลให้ปวดร้าวไปตามแนวเส้นประสาทแต่ยังไม่รุนแรง การฉีดยาเข้าโพรงประสาท (SNRB)  เป็นทางเลือกที่ช่วย ลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวดได้  
Icon

ปรึกษาทีมงาน

ผู้เชี่ยวชาญตอนนี้

โทรเลย

Call Icon02-034-0808
โรงพยาบาลเอส สไปน์ แอนด์ จอยท์ | S Spine & Joint Hospital

เลขที่ 2102/9 อาคาร A ถนนลาดพร้าว แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร 10310

โทร : 02-034-0808
Facebook IconLine IconTiktok IconYoutube IconInstagram Icon

Copyright © 2025 S Spine and Joint Hospital. All right reserved