“ปวดจนต้องกินยานอนหลับทุกคืน กลัวว่าวันหนึ่งจะอุ้มหลานไม่ได้อีก”

“ปวดจนต้องกินยานอนหลับทุกคืน กลัวว่าวันหนึ่งจะอุ้มหลานไม่ได้อีก”

จากอาการปวดหลังเรื้อรังที่คิดว่าแค่ Office Syndrome สะสม กลายเป็นอาการปวดร้าวลงขา ชาเหมือนไฟช็อต และรบกวนชีวิตทุกคืน

 

เรื่องราวของ คุณไศลโศภิณ เหลืองสุวรรณ อายุ 60 ปี พนักงานออฟฟิศทำงานมายาวนานกว่า 33 ปี จากคนที่เคยมั่นใจว่าร่างกายยังแข็งแรง ลุกไว เดินไว ทำอะไรได้คล่องตัว กลับต้องเผชิญกับอาการปวดหลังร้าวลงขา ชาเหมือนไฟช็อต และปวดมากจนต้องกินยานอนหลับทุกคืน 

สิ่งที่เธอกังวลมากที่สุด ไม่ใช่แค่ความเจ็บปวดของตัวเอง แต่คือความกลัวว่าอาการนี้จะทำให้เธอไม่สามารถอุ้มหลาน เล่นกับหลาน หรือใช้เวลากับคนที่เป็นเหมือนแก้วตาดวงใจได้เหมือนเดิม

 

พฤติกรรมสะสมจากการทำงานและการใช้ชีวิตที่ไม่เคยคิดว่าเป็นความเสี่ยง 

คุณไศลโศภิณเล่าว่า ตลอดชีวิตการทำงานกว่า 33 ปี เธอใช้ชีวิตในรูปแบบที่คล้ายกับคนทำงานออฟฟิศทั่วไป มีพฤติกรรมแบบ Office Syndrome สะสมมานาน ทั้งการนั่งทำงาน การใช้ร่างกายซ้ำ ๆ และการเคลื่อนไหวในท่าเดิมเป็นเวลานาน 

นอกจากงานประจำแล้ว เธอยังเป็นคนลุกไว เดินไว และชอบยกของหนักมาโดยตลอด ด้วยความที่รู้สึกว่าตัวเองยังแข็งแรง จึงไม่เคยคิดว่าพฤติกรรมเหล่านี้จะกลายเป็นความเสี่ยงต่อกระดูกสันหลัง 

แม้จะพยายามดูแลตัวเองบ้าง ด้วยการว่ายน้ำ หรือทำโยคะเองที่บ้านตาม YouTube แต่อาการปวดหลังก็ยังไม่หายขาด และค่อย ๆ กลับมาเป็นซ้ำอยู่เรื่อย ๆ

 

จากปวดหลังเรื้อรัง สู่ปวดร้าวลงขาจนนอนไม่ได้ 

อาการปวดหลังของคุณไศลโศภิณเป็นมานานเป็นปี แต่เริ่มรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วง 3-4 เดือนล่าสุด เมื่ออาการปวดเริ่มลามลงขา โดยเฉพาะข้างขวา ความเจ็บปวดรุนแรงจนเธอไม่สามารถนอนตะแคงขวาได้ และทุกคืนต้องกินยานอนหลับ เพื่อให้หลับผ่านความเจ็บปวดไปได้ 

นอกจากปวดแล้ว ยังมีอาการชาร่วมด้วย ชาจนถึงขั้นหยิกแล้วไม่รู้สึกเจ็บ และมีความรู้สึกเหมือนไฟช็อตแปลบ ๆ อยู่ตลอดเวลา อาการเหล่านี้ทำให้การใช้ชีวิตในแต่ละวันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป 

เธอพยายามรักษามาหลายวิธี ทั้งนวด ฝังเข็ม และกินยาตามคำแนะนำของแพทย์ที่ต่างจังหวัดนานถึง เดือน แต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้นอย่างที่หวัง

 

ความเจ็บปวดที่กระทบถึงหัวใจ เพราะกลัวว่าจะอุ้มหลานไม่ได้ 

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้อาการปวดหลังของคุณไศลโศภิณหนักขึ้น คือการอุ้มหลานต่อเนื่องมาตลอดหลายปี 

เธอมีหลาน คน คนโตอายุ ขวบ และคนเล็กอายุ ขวบครึ่ง ซึ่งเป็นเหมือนกำลังใจสำคัญของชีวิต ทุกครั้งที่ก้มลงไปอุ้มหลาน เธอจะรู้สึกเจ็บแปลบที่แนวเส้นหลังบริเวณเอว สิ่งที่เธอกังวลมากที่สุด คือถ้าอาการไม่หาย เธออาจไม่สามารถอุ้มหรือเล่นกับหลานได้เหมือนเดิม 

สำหรับคนเป็นยายการได้อยู่ใกล้หลานแต่ไม่สามารถอุ้ม ไม่สามารถเล่น หรือทำกิจกรรมร่วมกันได้ อาจเป็นความรู้สึกเหงาและเจ็บปวดไม่น้อยไปกว่าอาการทางร่างกาย หลานคือแก้วตาดวงใจ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธออยากรักษาให้หาย เพื่อกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง 

 

ตัดสินใจมารักษาที่โรงพยาบาลเฉพาะทาง หลังได้รับคำแนะนำจากเพื่อนร่วมงาน 

หลังจากรักษามาหลายวิธีแต่อาการยังไม่ดีขึ้น คุณไศลโศภิณได้รับคำแนะนำจากเพื่อนที่ทำงานสำนักงานใหญ่ให้มาที่ โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ เมื่อมาถึงและได้พบกับ หมอพร นริศชาติ เธอรู้สึกประทับใจตั้งแต่การพูดคุยครั้งแรก เพราะคุณหมอพูดจาสุภาพ อธิบายชัดเจน และทำให้เข้าใจอาการของตัวเองมากขึ้น 

หลังจากตรวจ MRI ใหม่อย่างละเอียด พบว่ามีปัญหา จุดที่เป็นสาเหตุของอาการปวดหลังร้าวลงขาและอาการชา คุณหมอจึงแนะนำแนวทางการรักษา ด้วยความมั่นใจในคำอธิบายของคุณหมอ และข้อมูลของโรงพยาบาลที่ชัดเจน คุณไศลโศภิณจึงตัดสินใจรักษาทันทีในวันนั้น แบบที่เธอเรียกว่า ตรวจปุ๊บ ผ่าปั๊บ” 

เธอเล่าว่าไม่ได้รู้สึกกลัว เพราะเคยผ่านการผ่าตัดอื่น ๆ มาก่อน และครั้งนี้รู้สึกมั่นใจว่าหากรักษาถูกจุด อาการที่รบกวนชีวิตมานานจะดีขึ้นได้

 

ผลลัพธ์หลังรักษา “วันเดียวจบ” และกลับบ้านได้จริง 

หลังการรักษา ผลลัพธ์เป็นไปตามที่คุณหมอให้ข้อมูลไว้ คือสามารถฟื้นตัวได้ภายใน วัน และกลับบ้านได้จริง เพราะวันรุ่งขึ้น คุณไศลโศภิณสามารถเดินได้ตามปกติ แผลแห้ง และไม่มีปัญหาใด ๆ ที่น่ากังวล 

สิ่งที่ทำให้เธอประทับใจ คือคุณหมอไม่ได้ดูแลเพียงแค่เรื่องการรักษา แต่ยังสาธิตท่าทางการลุก นั่ง และการใช้ชีวิตหลังผ่าตัดอย่างละเอียด เพื่อให้เธอกลับไปดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง 

โดยเฉพาะเรื่องสำคัญที่คุณหมอกำชับ คือในช่วงแรกยังไม่ควรกลับไปอุ้มหลานทันที เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวอย่างเหมาะสมและลดความเสี่ยงในการกลับมาเจ็บซ้ำ

 

กลับไปใช้ชีวิตได้อีกครั้ง เพื่อความสุขของตัวเองและครอบครัว 

สำหรับคุณไศลโศภิณ การรักษาครั้งนี้ไม่ใช่แค่ทำให้อาการปวดดีขึ้น แต่คือการได้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติอีกครั้ง 

วันนี้เธอรู้สึกดีใจที่ได้รักษาอย่างถูกจุด และมีความหวังว่าจะกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวได้อย่างมีความสุขมากขึ้น 

เธออยากฝากถึงคนที่มีอาการปวดหลัง ปวดร้าวลงขา ชา หรือรู้สึกเหมือนไฟช็อตว่า ไม่ควรปล่อยอาการไว้นาน หรือรักษาแบบเดิมซ้ำ ๆ หากอาการไม่ดีขึ้น เพราะยิ่งรู้สาเหตุเร็ว ก็ยิ่งมีโอกาสรักษาได้เร็ว รู้โรคก่อน รักษาก่อน ก็หายก่อน” 

เพื่อความสุขของตัวเอง และเพื่อกลับไปอยู่กับคนที่เรารักได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง 

บริการที่เกี่ยวข้อง