top of page

ปวดหลัง….ต้องทำ X-RAY หรือ MRI ?

คลังความรู้

อาการปวดหลังเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต การวินิจฉัยที่แม่นยำเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันการถ่ายภาพรังสี (X-ray) และ การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีบทบาทสำคัญในการตรวจวินิจฉัยอาการปวดหลัง แต่ทั้งสองวิธีมีความแตกต่างกันอย่างไร? และเมื่อใดที่คุณควรได้รับการตรวจด้วยวิธีใด? 


X-ray: ภาพถ่ายทางรังสีแบบดั้งเดิม 

X-ray หรือการเอกซเรย์ เป็นวิธีการตรวจที่ใช้รังสีเอกซ์ฉายผ่านร่างกายเพื่อสร้างภาพโครงสร้างภายใน โดยเฉพาะกระดูก 

 

ข้อดี ของ X-ray

  1. แสดงภาพโครงสร้างกระดูกได้ชัดเจน 

  2. ใช้เวลาในการตรวจน้อย 

  3. ค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก



ข้อจำกัด X-ray 

  1. ไม่สามารถแสดงรายละเอียดของเนื้อเยื่ออ่อน เช่น หมอนรองกระดูก หรือเส้นประสาท

nongyao.jpg

MRI: เทคโนโลยีการสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็ก 

 

MRI (Magnetic Resonance Imaging) ใช้คลื่นวิทยุและสนามแม่เหล็กแรงสูงในการสร้างภาพเนื้อเยื่อภายในร่างกาย

ข้อดีของ MRI 

  1. แสดงภาพเนื้อเยื่ออ่อนได้อย่างละเอียด 

  2. สามารถตรวจพบความผิดปกติของหมอนรองกระดูก เส้นประสาท และเนื้อเยื่อรอบๆ ได้ชัดเจน 

  3. ไม่มีการใช้รังสี จึงปลอดภัยกว่า X-ray  

     

ข้อจำกัดของ MRI 

  1. ใช้เวลาในการตรวจนานกว่า 

  2. มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า X-ray

  3. ไม่เหมาะกับผู้ที่มีโลหะในร่างกายหรือผู้ที่มีอาการกลัวที่แคบ



📚  MRI แบบยืน ค้นหาสาเหตุของคนปวดหลัง

 

📚  มาเช็กกระดูกสันหลังกันเถอะ


เมื่อไหร่ควรทำ X-ray และเมื่อไหร่ควรทำ MRI? 

โดยทั่วไป แพทย์มักจะเริ่มต้นด้วยการตรวจ X-ray เพื่อดูโครงสร้างกระดูกสันหลังและตรวจหาความผิดปกติเบื้องต้น เช่น กระดูกแตกหัก หรือกระดูกเสื่อม 

อย่างไรก็ตาม หากอาการปวดหลังของคุณมีลักษณะดังต่อไปนี้ แพทย์อาจพิจารณาให้ทำ MRI เพิ่มเติม

  1. ปวดร้าวลงขาหรือแขน

  2. มีอาการชาหรืออ่อนแรง

  3. สงสัยว่ามีปัญหาเกี่ยวกับหมอนรองกระดูกหรือเส้นประสาท

  4. อาการไม่ดีขึ้นหลังการรักษาด้วยวิธีอนุรักษ์นิยม

 

ทำไมต้องทำทั้ง X-ray และ MRI? 

ในบางกรณี การทำทั้ง X-ray และ MRI จะช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยได้แม่นยำยิ่งขึ้น เนื่องจาก:

 

  1. X-ray ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างกระดูก 

  2. MRI ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อเยื่ออ่อนและระบบประสาท  

 

การใช้ข้อมูลจากทั้งสองวิธีร่วมกัน ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุด



 


bottom of page