top of page
ปวดหลัง….ต้องทำ X-RAY หรือ MRI ?
ปัจจุบันการถ่ายภาพรังสี (X-ray) และ การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีบทบาทสำคัญในการตรวจวินิจฉัยอาการปวดหลัง แต่ทั้งสองวิธีมีความแตกต่างกันอย่างไร? และเมื่อใดที่คุณควรได้รับการตรวจด้วยวิธีใด?
X-ray: ภาพถ่ายทางรังสีแบบดั้งเดิม
X-ray หรือการเอกซเรย์ เป็นวิธีการตรวจที่ใช้รังสีเอกซ์ฉายผ่านร่างกายเพื่อสร้างภาพโครงส ร้างภายใน โดยเฉพาะกระดูก
ข้อดี ของ X-ray
แสดงภาพโครงสร้างกระดูกได้ชัดเจน
ใช้เวลาในการตรวจน้อย
ค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก
ข้อจำกัด X-ray
ไม่สามารถแสดงรายละเอียดของเนื้อเยื่ออ่อน เช่น หมอนรองกระดูก หรือเส้นประสาท

MRI: เทคโนโลยีการสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็ก
MRI (Magnetic Resonance Imaging) ใช้คลื่นวิทยุและสนามแม่เหล็กแรงสูงในการสร้างภาพเนื้อเยื่อภายในร่างกาย
ข้อดีของ MRI
แสดงภาพเนื้อเยื่ออ่อนได้อย่างละเอียด
สามารถตรวจพบความผิดปกติของหมอนรองกระดูก เส้นประสาท และเนื้อเยื่อรอบๆ ได้ชัดเจน
ไม่มีการใช้รังสี จึงปลอดภัยกว่า X-ray
ข้อจำกัดของ MRI
ใช้เวลาในการตรวจนานกว่า
มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า X-ray
ไม่เหมาะกับผู้ที่มีโลหะในร่างกายหรือผู้ที่มีอาการกลัวที่แคบ
📚 MRI แบบยืน ค้นหาสาเหตุของคนปวดหลัง
📚 มาเช็กกระดูกสันหลังกันเถอะ

เมื่อไหร่ควรทำ X-ray และเมื่อไหร่ควรทำ MRI?
โดยทั่วไป แพทย์มักจะเริ่มต้นด้วยการตรวจ X-ray เพื่อดูโครงสร้างกระดูกสันหลังและตรวจหาความผิดปกติเบื้องต้น เช่น กระดูกแตกหัก หรือกระดูกเสื่อม
อย่างไรก็ตาม หากอาการปวดหลังของคุณมีลักษณะดังต่อไปนี้ แพทย์อาจพิจารณาให้ทำ MRI เพิ่มเติม
ปวดร้าวลงขาหรือแขน
มีอาการชาหรืออ่อนแรง
สงสัยว่ามีปัญหาเกี่ยวกับหมอนรองกระดูกหรือเส้นประสาท
อาการไม่ดีขึ้นหลังการรักษาด้วยวิธีอนุรักษ์นิยม
ทำไมต้องทำทั้ง X-ray และ MRI?
ในบางกรณี การทำทั้ง X-ray และ MRI จะช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยได้แม่นยำยิ่งขึ้น เนื่องจาก:
X-ray ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างกระดูก
MRI ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อเยื่ออ่อนและระบบประสาท
การใช้ข้อมูลจากทั้งสองวิธีร่วมกัน ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุด

bottom of page
