Skip to content
หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
บริการของเรา
กระดูกสันหลัง
กระดูกและข้อ
รังสีวินิจฉัย
กระดูก กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น
กระดูกพรุน
กายภาพ
เช็คอาการ
ห้องพัก
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
คลังความรู้
คลังความรู้
ข่าวสารและกิจกรรม
ความประทับใจ
คำถามที่พบบ่อย
ติดต่อเรา
หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
บริการของเรา
กระดูกสันหลัง
กระดูกและข้อ
รังสีวินิจฉัย
กระดูก กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น
กระดูกพรุน
กายภาพ
เช็คอาการ
ห้องพัก
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
คลังความรู้
คลังความรู้
ข่าวสารและกิจกรรม
ความประทับใจ
คำถามที่พบบ่อย
ติดต่อเรา
ปวดหลังเพราะพฤติกรรม หรือโรคซ่อนอยู่?
/คลังความรู้/
ปวดหลังเพราะพฤติกรรม หรือโรคซ่อนอยู่?
อาการปวดหลังของคุณเกิดจากแค่นั่งผิดท่า หรือกำลังมีโรคกระดูกสันหลังซ่อนอยู่โดยไม่รู้ตัว? หลายคนเริ่มจากอาการเมื่อยล้าเล็ก ๆ หลังเลิกงาน นั่งนานแล้วปวด ขับรถไกลแล้วตึง ยกของหนัก แต่พอพักก็หาย จึงคิดว่าเป็นเรื่องปกติ ในความเป็นความจริงแล้ว อาการปวดหลังนี้อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะหมอนรองกระดูกเสื่อม หมอนรองกระดูกปลิ้น หรือเส้นประสาทถูกกดทับ
องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า อาการปวดหลังเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการสูญเสียความสามารถในการทำงานทั่วโลก และพบมากขึ้นในกลุ่มวัยทำงานอายุ 30–50 ปี คำถามสำคัญคือ อาการของคุณอยู่ในกลุ่มไหน?
พฤติกรรมที่ทำให้ปวดหลังโดยไม่รู้ตัว
1. นั่งทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมง
แรงกดต่อหมอนรองกระดูกขณะนั่งสูงกว่าท่ายืน โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศที่ไม่เปลี่ยนอิริยาบถ
การนั่งนานเกิน 6–8 ชั่วโมงต่อวัน โดยเฉพาะในท่าหลังค่อม ไหล่ห่อ หรือจอคอมต่ำเกินไป จะทำให้แรงกดตกลงที่หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวโดยตรง เมื่อแรงกดสะสมทุกวัน หมอนรองกระดูกจะเสื่อมเร็วขึ้น และอาจโป่งหรือเคลื่อนออกมากดทับเส้นประสาทได้
นี่คือสาเหตุหนึ่งของ Office Syndrome ซึ่งไม่ใช่แค่กล้ามเนื้ออักเสบธรรมดา แต่หากปล่อยไว้นาน อาจลุกลามเป็นภาวะหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดร้าวลงขา ชา หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้
📚
ภัยใกล้ตัว ออฟฟิศซินโดรม เสี่ยงกระดูกกดทับเส้นประสาท
2.นั่งเล่น / นอนเล่นมือถือ (ท่าผิดสะสม เสี่ยงปวดหลัง)
การนั่งก้มหน้าเล่นมือถือ หรือเอนตัวนอนเล่นมือถือเป็นเวลานาน ทำให้กระดูกสันหลังต้องรับแรงกดผิดธรรมชาติ โดยเฉพาะบริเวณคอ หลังส่วนบน และหลังส่วนล่าง
เมื่อเราก้มศีรษะลงประมาณ 45 องศา แรงกดที่กระทำต่อกระดูกคอจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว หากทำต่อเนื่องวันละหลายชั่วโมง กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นจะเกิดความตึงสะสม ส่งผลให้เกิดอาการปวดคอ บ่า ไหล่ และลามไปถึงอาการปวดหลังได้
หากปล่อยไว้นานโดยไม่ปรับพฤติกรรม อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะ Text Neck Syndrome ซึ่งเป็นภาวะที่กระดูกคอรับแรงกดมากเกินไปเรื้อรัง และในบางรายอาจนำไปสู่ภาวะหมอนรองกระดูกคอเสื่อม หรือกดทับเส้นประสาท ทำให้มีอาการชาหรืออ่อนแรงที่แขนและมือได้
📚
เล่นมือถือ ติดโซเชียลมากไป เสี่ยงอาการ Text Neck Syndrome
3.ไม่ออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลาง
กล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังส่วนลึกช่วยพยุงกระดูกสันหลัง หากอ่อนแรง โครงสร้างจะรับภาระมากขึ้น
กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscles) มีหน้าที่สำคัญในการพยุงและรักษาสมดุลของกระดูกสันหลัง หากกล้ามเนื้อส่วนนี้อ่อนแรง กระดูกสันหลังจะต้องรับแรงกดโดยตรงมากขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลังง่าย และเสี่ยงต่อภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมเร็วกว่าปกติ
การออกกำลังกายแบบ Plank, Bird-Dog, หรือว่ายน้ำ สามารถช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลาง และลดโอกาสเกิดอาการปวดเรื้อรังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
📚
ทำความรู้จัก “กล้ามเนื้อแกนกลาง” Core Muscles สิ่งสำคัญในการป้องกันกระดูกสันหลังของเราได้
4.ยกของผิดท่า
ก้มหลังตรง ๆ แล้วยกของหนัก อาจกระตุ้นให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนแบบเฉียบพลัน
หลายคนมักก้มหลังตรง ๆ แล้วยกของหนักทันที โดยไม่งอเข่าและไม่ใช้แรงจากขา ทำให้แรงทั้งหมดตกลงที่กระดูกสันหลังส่วนเอวในทันที การกระทำลักษณะนี้อาจทำให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนแบบเฉียบพลัน และกดทับเส้นประสาทอย่างรุนแรง
อาการที่ตามมาอาจเป็นปวดร้าวลงขา เดินลำบาก หรือแม้แต่กล้ามเนื้ออ่อนแรง หากเกิดอาการเฉียบพลัน ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางทันที
📚
ท่ายกของถูกต้องป้องกันกระดูกสันหลัง
หากปรับพฤติกรรมแล้วอาการดีขึ้น มักเป็นกลุ่มกล้ามเนื้ออักเสบหรือความเมื่อยล้า แต่ถ้าหากมีอาการเหล่านี้
ปวดร้าวลงขา
มีอาการชา
กล้ามเนื้ออ่อนแรง
ปวดเกิน 2–4 สัปดาห์ไม่ดีขึ้น
นี่อาจไม่ใช่แค่พฤติกรรมแล้ว แต่อาจมี “โรคซ่อนอยู่”
📚
หมอนรองกระดูกปลิ้น: เมื่อความเจ็บปวดคุกคามคุณภาพชีวิต
📚
กระดูกสันหลังเคลื่อน: สัญญาณเตือนและวิธีการรักษาที่ทันสมัย
📚
โรคกระดูกสันหลังเสื่อม
เทคโนโลยีทันสมัย ตัวช่วยสำคัญในทุกขั้นตอนการรักษา
กระดูกสันหลังเป็นโครงสร้างที่ซับซ้อน และอยู่ใกล้เส้นประสาทสำคัญ การรักษาจึงต้องอาศัยความแม่นยำสูง
การประเมินอาการก่อนการรักษา นอกจากประสบการณ์แพทย์เฉพาะทางแล้ว การมีเทคโนโลยีจะช่วยให้เห็นรายละเอียดโครงสร้างภายในได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
X-ray ใช้สำหรับดูความผิดปกติของ กระดูกสันหลัง เช่น กระดูกหัก ยุบ ทรุด หรือคดงอ แต่ไม่สามารถเห็นเนื้อเยื่ออ่อนได้
MRI ใช้ตรวจรายละเอียดเชิงลึกของ หมอนรองกระดูกสันหลัง และเส้นประสาท ทำให้แพทย์เห็นชัดเจนว่ามีการปลิ้นหรือกดทับเส้นประสาทหรือไม่
ก่อนที่แพทย์เฉพาะทางจะนำมาประเมิน และวางแผนการรักษาว่าจะรักษาแบบไม่ผ่าตัด หรือจำเป็นต้องใช้เทคนิคผ่าตัดแผลเล็ก (Minimally Invasive Surgery – MIS) ซึ่งปัจจุบันการผ่าตัดกระดูกสันหลังไม่ได้หมายถึงแผลใหญ่ เจ็บมาก และต้องพักฟื้นนานเสมอไป ด้วยเทคนิคผ่าตัดแผลเล็ก (Minimally Invasive Surgery – MIS) ที่ช่วยลดการบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อรอบกระดูกสันหลัง ลดการเสียเลือด อาการปวดหลังผ่าตัดน้อยลง และฟื้นตัวได้รวดเร็ว ผู้ป่วยหลายรายสามารถลุกเดินได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด
อย่างไรก็ตาม เทคนิคนี้ต้องอาศัยความชำนาญของศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง รวมถึงทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์และเข้าใจการใช้เครื่องมืออย่างถูกต้อง แม่นยำ เพราะแม้เทคโนโลยีจะทันสมัยเพียงใด ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอยู่กับทักษะและการวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
เทคนิค MIS จึงไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ทุกที่ แต่ต้องดำเนินการในสถานพยาบาลเฉพาะทางที่มีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือ และมาตรฐานความปลอดภัย
📚
ปลดล็อก “ปวดหลังเรื้อรัง” รักษาด้วยเทคโนโลยี MIS Spine
📚
“ผ่าตัดกระดูกสันหลังแผลเล็ก (MIS) ยุคใหม่ ทำไมพักฟื้นสั้น ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลนาน?”
เลือกสถานที่รักษาอย่างไรให้มั่นใจ?
ปัจจุบัน ผู้ป่วยจำนวนมากมองหา คลินิกกระดูกสันหลังที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย เพื่อเพิ่มความมั่นใจในความปลอดภัยและความแม่นยำในการรักษา หนึ่งในศูนย์ที่ได้รับการกล่าวถึงในกรุงเทพฯ โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ (S Spine & Joint Hospital) ซึ่งให้บริการดูแลแบบครบวงจร ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง ใช้เทคโนโลยีวินิจฉัยความละเอียดสูง แนวทางรักษาทั้งแบบไม่ผ่าตัดและผ่าตัดแผลเล็ก การประเมินแบบเฉพาะบุคคล ไม่ผลักดันการรักษาเกินจำเป็น และระบบติดตามผลและฟื้นฟูต่อเนื่อง
ปวดหลัง อย่ารอให้หนักกว่านี้
อาการปวดหลังไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็ก โดยเฉพาะในยุคที่พฤติกรรมการใช้ชีวิตเร่งให้เป็นโรคกระดูกสันหลังเร็วขึ้น หากคุณเริ่มสงสัยว่าอาการที่เป็นอยู่ อาจไม่ใช่แค่ความเมื่อยธรรมดา การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่ระยะเริ่มต้น คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับสุขภาพระยะยาว เพราะบางครั้ง อาการเล็ก ๆ วันนี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนก่อนปัญหาใหญ่ในอนาคต